ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและการเคลื่อนย้ายของเงินทุนเป็นปัจจัยหนุน ขณะที่ความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นปัจจัยกดดันนักลงทุน โดยดัชนีฯ เดือนกันยายน 60 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ในภาวะร้อนแรงเป็นเดือนแรกในรอบ 7 เดือน

พฤหัส ๒๑ กันยายน ๒๐๑๗ ๑๖:๐๒
ดร. สันติ กีระนันทน์ ผู้แทนสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือนกันยายน 2560 "ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ในภาวะร้อนแรง
ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและการเคลื่อนย้ายของเงินทุนเป็นปัจจัยหนุน ขณะที่ความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นปัจจัยกดดันนักลงทุน โดยดัชนีฯ เดือนกันยายน 60 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ในภาวะร้อนแรงเป็นเดือนแรกในรอบ 7 เดือน

จากภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีการฟื้นตัว ในภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว และการเคลื่อนย้ายเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ โดยนักลงทุนเฝ้าติดตามความเสี่ยงจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงความชัดเจนในทิศทางนโยบายทางการเงินของสหรัฐ สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนีฯเคลื่อนไหวปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในช่วงปลายเดือนสิงหาคม" โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า (พฤศจิกายน 2560) อยู่ที่ 124.13 อยู่ในเกณฑ์ "ร้อนแรง" (Bullish) (ช่วงค่าดัชนีระหว่าง 120 - 160) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 19.34% จากเดือนที่ผ่านมาที่ 104.01

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยกลุ่มบัญชีนักลงทุนต่างประเทศและกลุ่มสถาบันภายใน ประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับทรงตัวมาอยู่ที่ระดับร้อนแรง กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ลดลงเล็กน้อยโดยอยู่ในระดับร้อนแรงเช่นเดิม ขณะที่กลุ่มนักลงทุนรายบุคคลปรับเพิ่มขึ้น โดยอยู่ในระดับทรงตัวเช่นเดียวกับเดือนก่อนหน้า

หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM)ส่วนหมวดธุรกิจการเกษตร (AGRI) เป็นหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด

ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศขณะที่ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

"ภาวะการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2560 โดยมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นจากช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างมาก โดยส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศมียอดซื้อสุทธิตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม คาดว่ามาจากการปรับพอร์ตลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ ประกอบกับเงินทุนบางส่วนไหลออกจากภูมิภาคเอเชียกลางจากความเสี่ยงของปัญหาความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยหนุนต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย สำหรับภาวะการลงทุนทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นของสหรัฐยังคงมีการเคลื่อนไหวในทิศทางที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยในรัฐเท็กซัส สำหรับนโยบายอัตราดอกเบี้ยและการลดขนาดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐยังคงประเด็นที่นักลงทุนเฝ้าติดตาม ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจในยุโรปที่มีการฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ ยังคงดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไป แม้ว่านักลงทุนคาดว่าธนาคารยุโรปจะเริ่มทยอยลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ก็ตาม นอกจากนี้นักลงทุนเฝ้าติดตามผลการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีของเยอรมันและการประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนักลงทุนคาดว่าจะไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงมากนัก"

ดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Expectation Index) เดือนกันยายน 2560 "ผลจากดัชนีคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวที่ระดับ 1.50% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี และ 10 ปี มีทิศทางที่ไม่ชัดเจน โดยระดับความเชื่อมั่นของดัชนีลดลงจากครั้งที่แล้วซึ่งคาดการณ์ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ปัจจัยหลักมาจากอุปทานในตลาดตราสารหนี้ระยะยาวและการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ"

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Expectation Index) เดือนกันยายน 2560 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

- ดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม กนง. รอบเดือนกันยายนนี้ อยู่ที่ระดับ 50 สะท้อนความเชื่อมั่นของตลาดว่า กนง.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.50% จากปัจจัยหลัก 2 ประการ ได้แก่ 1) แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และ 2) แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในระดับค่อยเป็นค่อยไป

- ดัชนีคาดการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 5 ปี และ 10 ปี ในช่วงประชุม กนง. รอบเดือนพฤศจิกายน (ประมาณ 9 สัปดาห์ข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 69 และ 68 ตามลำดับ ซึ่งลดลงจากครั้งที่แล้ว (ระดับ 74 และ 75 ตามลำดับ) โดยดัชนีอยู่ในระดับที่สะท้อนถึงทิศทางที่ยังไม่ชัดเจน ผู้ตอบแบบสำรวจมีความเห็นคละกันทั้ง2ด้าน คือ ทั้งทิศทางปรับขึ้นและปรับลดลง โดยให้ความสำคัญในสองปัจจัยหลัก คือ 1) อุปทานในตลาดตราสารหนี้ระยะยาว และ 2) การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ

คุณอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เปิดเผยถึงสัญญาณเศรษฐกิจไทยภาค Real Sector ว่าเศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นชัดเจนในไตรมาส 2 โดยขยายตัวในระดับ +3.7'% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อนหรือสูงที่สุดในรอบปี นำโดยภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวในระดับสูงสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวต่อเนื่องอย่างช้าๆ แต่ก็มีสัญญานบวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากการลงทุนภาคเอกชนที่พลิกกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส อย่างไรก็ดี การลงทุนภาครัฐชะลอลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากภาครัฐได้เร่งการเบิกจ่ายไปตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีก่อน ประกอบกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยังมีความล่าช้าซึ่งส่งผลให้อุตสาหกรรมก่อสร้างพลิกกลับมาหดตัว ส่วนอุตสาหกรรมที่ขยายตัวโดดเด่นในปีนี้คือ อุตสาหกรรมเกษตรที่ขยายตัวเร่งขึ้นอย่างรวดเร็วหลังปัญหาภัยแล้งคลี่คลายและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดีต่อเนื่องตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ในด้านนโยบายเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ +1.5% ต่อเนื่องตลอดทั้งปีนี้และปีหน้า เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนเงินบาทที่แข็งค่าในปีนี้ส่วนใหญ่มาจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเป็นสำคัญ โดยหากเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ ได้แก่ เยน หยวน และยูโร พบว่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงในไตรมาส 3 ซึ่งคาดว่าจะยังช่วยสนับสนุนการเติบโตของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและการเคลื่อนย้ายของเงินทุนเป็นปัจจัยหนุน ขณะที่ความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นปัจจัยกดดันนักลงทุน โดยดัชนีฯ เดือนกันยายน 60 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ในภาวะร้อนแรงเป็นเดือนแรกในรอบ 7 เดือน

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด