บ้านปูฯ รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/ 2555

จันทร์ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๐๑๒ ๐๘:๔๖
นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาว่า มีกำไรสุทธิลดลง จากราคาขายที่ลดลงตามราคาถ่านหินในตลาดโลก แต่ยังคงรักษาอัตราการทำกำไรขั้นต้นต่อยอดขายรวม (Gross Profit Margin) ของธุรกิจถ่านหินได้ในระดับที่ดีจากแผนการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นไตรมาส 3

สำหรับราคาถ่านหินที่อ่อนตัวลงมาจากปริมาณถ่านหินส่วนเกินในตลาด (Over Supply) อันเป็นผลจากปริมาณการผลิตที่ออกมามากขึ้นแม้ว่าความต้องการใช้ถ่านหิน (Demand) ยังเติบโตอยู่ในระดับที่ดี

"ราคาถ่านหินที่ชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมานั้น เนื่องมาจากมีการผลิตถ่านหินออกมามาก จึงทำให้เกิดสภาวะถ่านหินส่วนเกินในตลาดแม้ว่าความต้องการใช้ถ่านหินโดยรวมในปีนี้ยังคงเติบโตอยู่ในระดับที่ดีประมาณร้อยละ 7 เพราะกลุ่มประเทศผู้ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก เช่น จีน อินเดีย และญี่ปุ่น ยังมีความต้องการใช้ถ่านหินในปริมาณที่สูง และจะยังคงเติบโตได้อีก ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อราคาถ่านหินในอนาคต" นายชนินท์กล่าว

นายชนินท์ กล่าวว่าจากภาวะราคาถ่านหินที่อ่อนตัวลง บริษัทฯ ได้มีการปรับตัวและดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนการผลิต การเลื่อนหรือยกเลิกการลงทุนในโครงการที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน รวมทั้งการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั่วทั้งองค์กร ซึ่งปรากฏว่ามาตรการต่างๆ เริ่มเห็นผล โดยในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียสามารถลดต้นทุนการผลิตลงมาได้ประมาณ 4 เหรียญสหรัฐต่อตัน

"บริษัทฯได้ดำเนินมาตรการลดต้นทุนการผลิตด้วยการปรับปรุงระดับความลึกในการขุดถ่านหินของแหล่งผลิตในอินโดนีเซีย ปรับแผนการทำเหมืองและการบริหารการขนส่งถ่านหินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลงร้อยละ 7 จากไตรมาสก่อนหน้า และช่วยให้อัตราการทำกำไรขั้นต้นค่อนข้างทรงตัว ทั้งนี้บริษัทฯ จะยังคงเน้นมาตรการลดต้นทุนรวมทั้งค่าใช้จ่ายจากการขาย ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อลดผลกระทบจากสภาวะตลาดถ่านหินที่มีผลต่อราคาขาย รักษาระดับกำไรสุทธิและฐานะทางการเงินของบริษัทฯ ให้แข็งแกร่ง สามารถจ่ายเงินปันผลได้อย่างสมํ่าเสมอ" นายชนินท์กล่าวยํ้า

ในไตรมาส 3/ 2555 ที่ผ่านมา บ้านปูฯ บันทึกกำไรสุทธิจำนวน 2,262 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 46 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า และ ร้อยละ 17 จากไตรมาส 2/ 2555 มีรายได้จากการขายรวมจำนวน 29,218 ล้านบาท ลดลง 1,467 ล้านบาท หรือร้อยละ 5 จากงวดเดียวกันของปี 2554 เนื่องจากการลดลงของราคาขายถ่านหินเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า แบ่งเป็นรายได้จากการจำหน่ายถ่านหินจำนวน 27,755 ล้านบาท หรือร้อยละ 94 ของรายได้จากการขายรวม ในขณะที่รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าไอนํ้าและอื่นๆ จำนวน 1,463 ล้านบาท หรือร้อยละ 6 ของรายได้จากการขายรวม ทั้งนี้อัตราส่วนการทำกำไรขั้นต้นต่อยอดขายรวม (Gross Profit Margin) สำหรับไตรมาสนี้คิดเป็นร้อยละ 38 โดยธุรกิจถ่านหินมีอัตราส่วนการทำกำไรขั้นต้นร้อยละ 39 และธุรกิจไฟฟ้ามีอัตราส่วนการทำกำไรขั้นต้นร้อยละ 30

ในไตรมาส 3 นี้ ธุรกิจถ่านหินในอินโดนีเซีย และออสเตรเลียมีปริมาณการขายที่ดีและต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวลดลงจึงช่วยลดผลกระทบด้านราคาขายที่มีต่ออัตราการทำกำไร ขณะที่ธุรกิจถ่านหินในสาธารณรัฐประชาชนจีนมีส่วนแบ่งกำไรจำนวน 22 ล้านบาท โดยในไตรมาสนี้ราคาขายถ่านหินของจีนปรับตัวสูงขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่เหมืองเกาเหอได้เริ่มผลิตถ่านหินเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาหลังจากที่ได้รับใบอนุญาตการผลิตถ่านหินจากสำนักงานอุตสาหกรรมถ่านหินแห่งมณฑลชานซี

ส่วนผลการดำเนินงานของธุรกิจไฟฟ้านั้น โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีสามารถดำเนินการผลิตและขายไฟฟ้าได้อย่างราบรื่นและบันทึกส่วนแบ่งกำไรจำนวน 899 ล้านบาท ซึ่งรวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 129 ล้านบาท ธุรกิจไฟฟ้าในสาธารณรัฐประชาชนจีนมีกำไรสุทธิจำนวน 116 ล้านบาทขณะที่การก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าหงสาในประเทศลาวมีความคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 30 ซึ่งก้าวหน้ากว่าแผนงานที่ตั้งไว้และไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีคดีฟ้องร้องที่เกิดขึ้นทั้งในส่วนของเงินกู้และการดำเนินโครงการ ในระยะเวลาที่ผ่านมาฝ่ายบริหารได้ปรึกษาทนายความและที่ปรึกษากฎหมายเตรียมการยื่นอุทธรณ์ซึ่งเห็นว่ามีประเด็นทั้งที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายหลายประการที่บริษัทฯ จะหยิบยกขึ้นเพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาโดยมีความคืบหน้าเป็นที่พอใจ “ขณะนี้ฝ่ายบริหารกำลังเตรียมเรื่องการอุทธรณ์กับทีมทนายและที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อให้การยื่นอุทธรณ์ดำเนินไปได้ด้วยดี” นายชนินท์ กล่าวปิดท้าย

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด