ข่าวประชาสัมพันธ์ Press Releases ข่าวย้อนหลัง หัวข้อข่าว บลอก

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ พบที่อยู่อาศัยชานเมืองขยายตัว โซนผังเมืองสีเหลืองเด่น เผย 3 ทำเลยอดนิยม มีนบุรี-บางกะปิ มาแรง

ข่าวประชาสัมพันธ์อสังหาริมทรัพย์ วันศุกร์ที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ๑๑:๓๐ น.
ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก
กรุงเทพฯ--10 พ.ค.--พลัส พร็อพเพอร์ตี้

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เผยผลสำรวจล่าสุดพบที่อยู่อาศัยย่านชานเมืองกลับมานำเทรนด์ มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 1 จากความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะพื้นที่สีเหลืองที่เป็นเขตที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย ดีมานด์โตราว 10% สูงกว่าเขตสีส้มที่มีดีมานด์โต 5% ขณะที่พื้นที่สีน้ำตาลและสีแดงมีดีมานด์ลดลง เผย 3 ทำเลโดดเด่น มีนบุรี-บางกะปิ, สายไหม-สะพานใหม่, บางใหญ่-นนทบุรี ยอดนิยม ชี้ที่อยู่อาศัยที่ออกแบบเน้นคุณภาพความเป็นอยู่ที่ดีกำลังมาแรง ล่าสุดพบมูลค่าการลงทุนในโครงการประเภทนี้กว่า 2.1 หมื่นล้านบาท

นางสาวสุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า จากการสำรวจของฝ่ายวิจัยและพัฒนาพบว่า ในปัจจุบันตลาดที่อยู่อาศัยย่านชานเมืองขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยหนุนด้านการพัฒนาระบบคมนาคมอย่างรวดเร็ว ทำให้เทรนด์การมีบ้านชานเมืองเริ่มกลับมาได้รับความนิยม อีกทั้งทำเลชานเมืองหลายแห่งยังมีความพร้อมรอบด้าน ซึ่งหากจำแนกการเลือกอยู่อาศัยตามประเภทการบังคับใช้ที่ดินพบว่า อัตราการเติบโตของความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยนอกเขตชานเมืองมีเพิ่มขึ้นมากกว่าเขตในเมือง จากข้อมูลระหว่างปี 2559 - 2561 พื้นที่สีเหลือง (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย) ความต้องการขยายตัวเป็นอันดับหนึ่งโดยขยายตัวขึ้นราว 10% รองลงมาคือ พื้นที่สีส้ม (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) ขยายตัว 5% ขณะที่พื้นที่สีน้ำตาล (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) และพื้นที่สีแดง (ที่ดินเพื่อพาณิชยกรรม) มีอัตราการขยายตัวลดลง 4.5% และ 4.1% ตามลำดับ สำหรับพื้นที่สีเหลืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในพื้นที่กรุงเทพฯนั้นได้แก่โซนมีนบุรี-บางกะปิ โดยเฉพาะในเส้นกรุงเทพกรีฑา โซนสายไหม-สะพานใหม่ และโซนบางใหญ่-นนทบุรี

โซนมีนบุรี-บางกะปิ โดดเด่นทั้งโครงการบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียม เนื่องจากเป็นทำเลที่มีรถไฟฟ้าหลายสายตัดผ่าน ในส่วนของบ้านเดี่ยว พบราคาย้อนหลัง 3 ปี มีการเติบโตเพิ่มขึ้นเกือบ 10% โดยโครงการที่เสนอขายส่วนใหญ่เป็นโครงการในระดับบน ราคาเสนอขายเฉลี่ยประมาณ 15 ล้านบ้านต่อหลัง ในปี 2561 มีอุปทานเสนอขายจำนวน 322 ยูนิต อุปสงค์ให้การตอบรับจำนวน 100 ยูนิต คิดเป็นยอดขาย 30% สำหรับคอนโดมิเนียม พบราคาย้อนหลัง 3 ปี มีการเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่า 15% ในปี 2561 มีอุปทานเสนอขายราว 3,300 ยูนิต อุปสงค์ให้การตอบรับราว 2,300 ยูนิต คิดเป็นยอดขาย 70% โดยดีมานด์การซื้อคอนโดมิเนียมมีการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 66% จากปีที่แล้ว โดยโซนนี้มีความโดดเด่นเรื่องทำเลที่อยู่ไม่ไกลจาก CBD มากนัก และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน โดยเฉพาะในเส้นกรุงเทพกรีฑาที่มีทั้งสถานศึกษา โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ มีสวนสาธารณะและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะกับการอยู่อาศัย และมีปัจจัยบวกด้านคมนาคมมีถนนสายหลักตัดใหม่ ใกล้ทางด่วนเชื่อมต่อการคมนาคมทุกเส้นทาง เชื่อมต่อเส้นทางรถไฟฟ้าในอนาคตได้ถึง 3 สาย คือสายสีเหลือง สายสีส้ม และสายสีแดงอ่อน รวมทั้งแอร์พอร์ต เรล ลิ้งก์ จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนที่เอื้อให้โซนนี้เป็นทำเลที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ในอนาคต

โซนสายไหม-สะพานใหม่ โดดเด่นที่มีดีมานด์ตอบรับค่อนข้างสูง การคมนาคมหลากหลายทั้งการเดินทางด้วยรถยนต์ มีทางด่วนสามารถเชื่อมเข้าเมือง และยังมีรถไฟฟ้าตลอดเส้นทาง โดยในส่วนของบ้านเดี่ยว มีอุปทานเสนอขายจำนวน 771 ยูนิต อุปสงค์ให้การตอบรับจำนวน 466 ยูนิต หรือคิดเป็นยอดขาย 60% ในส่วนของคอนโดมิเนียมมีอุปทานเสนอขายจำนวน 233 ยูนิต อุปสงค์ให้การตอบรับจำนวน 189 ยูนิต คิดเป็นยอดขาย 80%

โซนบางใหญ่-นนทบุรี ราคาที่ดินยังไม่สูงมากหากเปรียบเทียบกับทำเลอื่น และมีรถไฟฟ้าสายสีม่วงซึ่งหากเดินทางเข้าเมืองจะเป็นสถานีต้นทาง และมีทางด่วนศรีรัชที่เชื่อมวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตก โดยโครงการที่เสนอขายส่วนใหญ่เป็นโครงการบ้านเดี่ยว โดยคอนโดมิเนียมไม่ได้รับความนิยมเท่าใดนัก สำหรับบ้านเดี่ยว มีอุปทานเสนอขายจำนวน 1,270 ยูนิต อุปสงค์ให้การตอบรับ 697 ยูนิต หรือคิดเป็นยอดขาย 55% ในส่วนของคอนโดมิเนียมมีอุปทานเสนอขายจำนวน 570 ยูนิต อุปสงค์ให้การตอบรับจำนวน 77 ยูนิต คิดเป็นยอดขาย 14%

นอกจากนี้ โครงการที่กำลังได้รับความนิยมจะเป็นโครงการที่มีแนวคิดเน้นคุณภาพความเป็นอยู่ที่ดีบนสังคมคุณภาพ (Well-Being Community) ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการหันมาดูแลสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น โดยผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่จะใช้รูปแบบความร่วมมือเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการด้านการแพทย์ โดยจากผลวิจัยของศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้มองภาพการลงทุนโครงการในกลุ่มนี้จากอดีตถึงปี 2560 คิดเป็นมูลค่ารวม 21,000 ล้านบาท

"ท่ามกลางการขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization) ที่ประชากรส่วนใหญ่ต่างต้องการความสะดวกในการเดินทางมาทำงานในเขตศูนย์กลางธุรกิจ เหตุผลดังกล่าวประกอบกับพื้นที่การพัฒนาโครงการมีน้อยลง (หรือมีอยู่จำกัด) ส่งผลให้ที่ดินย่านกลางเมืองมีราคาสูงจนคนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ยาก การย้ายครอบครัวไปอยู่ย่านชานเมืองจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยมีเหตุผลประกอบคือต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงดูบุตรหลาน มีโรงเรียนที่มีคุณภาพ สวนสาธารณะที่ดี และมีสังคมที่น่าอยู่ รวมทั้งในตอนนี้มีการพัฒนาเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมต่อเข้าสู่ตัวเมืองด้วยทางเลือกที่หลากหลายขึ้น นอกจากนี้แหล่งงานใหม่ๆก็เริ่มขยายไปสู่พื้นที่ในแถบชานเมือง จึงดึงดูดให้ผู้คนหันมานิยมที่อยู่อาศัยย่านชานเมืองมากขึ้น" นางสาวสุวรรณีกล่าว


ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

ภาพข่าว: พลัส พร็อพเพอร์ตี้ พาร์ทเนอร์ ร่วมมือ ร่วมใจบริจาค ช่วยผู้ประสบภัย สึนามิ

กรุงเทพฯ--4 ม.ค.--โฟว์ดี คอมมิวนิเคชั่น นายปิยะบุตร เลิศดำริห์การ กรรมการผู้จัดการ (คนที่ 2 จากขวา) บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ พาร์ทเนอร์ จำกัด ผู้นำด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรของไทย เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ ถล่ม 6 ...

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อข่าวยอดนิยม

กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์ไทย การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย hotmai เพียวริคุ jobbkk ธนาคารไทยพาณิชย์ คาราบาว ดีแทค ไทยพาณิชย์ แจ่มใส เมเจอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 12car กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระทรวงสาธารณสุข การรถไฟแห่งประเทศไทย มิตซูบิชิ เมืองทอง ธนาคารทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซัมซุง มาม่า วันทูคอล ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ เวลาประเทศไทย ปตท ธอส บิ๊กซี กรมอุตุ กรมศุลกากร แม็คโคร ธนาคารกรุงศรี กระทรวงการคลัง