ข่าวประชาสัมพันธ์ Press Releases ข่าวย้อนหลัง หัวข้อข่าว บลอก

รายงานพิเศษ..รับสร้างบ้านปี 2548 เป้าหมายมูลค่าตลาดรวม 7,000 ล้านบาท

ข่าวประชาสัมพันธ์อสังหาริมทรัพย์ วันศุกร์ที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ๑๐:๒๖ น.
ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก
กรุงเทพฯ--7 ม.ค.--โอเอซิส มีเดีย
รับสร้างบ้านปี 2548 เป้าหมายมูลค่าตลาดรวม 7,000 ล้านบาท

ตลาดรับสร้างบ้านในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลปี   2547   เติบโตเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการกระตุ้นการรับรู้และสร้างการยอมรับต่อผู้บริโภคและประชาชน ของกลุ่มผู้ประกอบการในนามสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ตรงข้ามกับภาคอสังหาฯหรือธุรกิจบ้านจัดสรรในปีนี้   พบว่ามูลค่ารวมต่ำกว่าตัวเลขที่ประเมินไว้เมื่อต้นปี   2547   เนื่องเพราะความต้องการซื้อบ้านของผู้บริโภคลดลงจากปี   2546   ทำให้ผลประกอบการของหลายๆบริษัทภาคธุรกิจบ้านจัดสรรไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ จะเห็นได้ว่าธุรกิจรับสร้างบ้านสวนกระแสภาคอสังหาฯอย่างมาก และน่าสนใจติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจรับสร้างบ้าน   ที่มีการรวมตัวกันผลักดันและขับเคลื่อนธุรกิจนี้ให้เติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี   2548   ด้วยการสร้างการยอมรับขยายวงกว้างออกไปทั่วประเทศ และต่างจากอดีตที่มีการแข่งขันกันกระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเท่านั้น

ฝ่ายการตลาดบริษัท   ปทุมดีไซน์   ดีเวลลอป จำกัด   ประเมินตัวเลขบ้านสร้างเอง เฉพาะในเขตกรุงเทพและปริมณฑลสิ้นสุด   ณ   สิ้นเดือนธันวาคมปี   2547   คาว่ามีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ   20,000   หน่วยเศษ   หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ   30,000   ล้านบาท(เฉลี่ย   1.5   ล้านบาท :   หน่วย)   โดยกลุ่มบริษัทรับสร้างบ้านมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ประมาณ   4,000   หน่วย   มูลค่าประมาณ   6,000 ล้านบาท คิดเป็น   20 %   ของมูลค่ารวมบ้านสร้างเอง   เติบโตเพิ่มขึ้นจากปี   2546   ประมาณ   32 %(ปี   2546   มูลค่าตลาดรวมประมาณ   4,500   ล้านบาท)   ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญๆที่ทำให้มูลค่าตลาดรับสร้างบ้านเติบโต   พอประเมินได้   2   ปัจจัยหลักๆได้แก่   ภาพของธุรกิจรับสร้างบ้านเป็นที่รู้จักและชัดเจนขึ้นในสายตาของผู้บริโภค   และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาให้ความนิยมสร้างบ้านเองเพิ่มมากขึ้น   โดยจากการทำวิจัยกับกลุ่มตัวอย่าง อายุตั้งแต่ 30 ปี ขึ้นไป และมีรายได้ต่อครอบครัวตั้ต่อเดือนตั้งแต่ 25,000 บาทขึ้นไป อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล จำนวน 3 ครั้งพบว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยในอีก 1-5 ปีข้างหน้าของคนกลุ่มนี้ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของความต้องการสร้างบ้านเอง และความต้องการซื้อบ้านจัดสรร โดยความต้องการซื้อบ้านจัดสรรยังคงมาเป็นที่หนึ่ง รองลงมาเป็นการใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้าน

สำหรับเหตุผลสำคัญอีกประการที่ทำให้ผู้บริโภค   หันมานิยมใช้บริการจากบริษัทรับสร้างบ้านมากขึ้นคือ   การที่ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบทุกขั้นตอนของรายละเอียดระหว่างการสร้างบ้านได้   แม้ว่าอาจจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอยู่บ้างก็ตามแต่ถือว่าคุ้มค่า   เพราะได้มีส่วนร่วมและต้องการให้ได้บ้านที่สร้างมีคุณภาพสูง   มีอายุการใช้งานที่ยาวยาวนาน   คุ้มค่ากับเงินลงทุน   ซึ่งหากซื้อบ้านโครงการจัดสรรจะไม่สามารถไปสั่งผู้รับเหมาหรือบอกให้เจ้าของโครงการทำตามที่ต้องการได้มากนัก   เพราะโดยทั่วไปโครงการบ้านจัดสรร   จะใช้วิธีการสร้างคราวละมากๆและแข่งกับเวลาเป็นสำคัญ   เจ้าของบ้านจะได้ตรวจความเรียบร้อยอีกทีก็ต่อเมื่อใกล้ๆจะโอนบ้าน   ซึ่งบางสิ่งบางอย่างไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก   เรื่องนี้จึงนับว่าเป็นจุดแข็งของธุรกิจรับสร้าง

แนวโน้มความต้องการสร้างบ้านเองปี 2548

ตลาดบ้านสร้างเองหรือตลาดรับสร้างบ้าน   ยังคงมีกำลังซื้อที่แน่นอนจากผู้บริโภคสม่ำเสมอตลอดมา   ทั้งนี้จากสถิติตั้งแต่ปี   2543 – 2547   ตัวเลขจดทะเบียนก็ยังสามารถรักษาระดับการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ แตกต่างจากบ้านจัดสรรที่ตัวเลขเพิ่ม – ลดค่อนข้างหวือหวามาก ทั้งนี้เนื่องมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคของทั้ง 2 กลุ่มมีความแตกต่างกัน ผู้บริโภคที่ต้องการสร้างบ้านในที่ดินของตนเอง จะมีวินัยการออมเงินและมีการวางแผนระยะเวลาที่จะสร้างบ้านหลังใหม่มาเป็นอย่างดี   ซึ่งส่วนใหญ่ประมาณ 70 % จะใช้เงินสดจ่ายค่าก่อสร้าง ส่วนที่เหลือ 30 % เท่านั้นจึงเลือกกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินจากข้อมูลพบว่าตัวเลขมูลค่าตลาดบ้านสร้างเองกว่า   30,000   ล้านบาท   เป็นเพียงตัวเลขความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะในเขตกรุงเทพและปริมณฑลเท่านั้น   ยังมีความต้องการของผู้บริโภคในต่างจังหวัดอีกจำนวนมาก   โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ๆทั่วทุกภูมิภาคที่เป็นจังหวัดท่องเที่ยวหรือเป็นเมืองส่งเสริมอุตสาหกรรม   เช่น   ชลบุรี   ระยอง   สระบุรี   นครสวรรค์   นครราชสีมา   ขอนแก่น

เชียงใหม่   ภูเก็ต   ฯลฯ   ซึ่งในอดีตบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำ   ส่วนใหญ่ยังไม่คิดที่จะขยายการลงทุนหรือการบริการให้กว้างออกไป     ทำให้โอกาสในการจะขยายฐานธุรกิจรับสร้างบ้านไปสู่ตลาดใหม่ๆมีขีดจำกัด   มีเพียงบริษัทรับ

สร้างบ้านอยู่   3 – 4 รายเท่านั้น   ที่เริ่มขยายสาขาออกไปยังต่างจังหวัด อาทิเช่นโมเดิร์นกรุ๊ป   ,   มีนบุรี   , ปทุมดีไซน์   เป็นต้น     ซึ่งแต่ละบริษัทประสบผลสำเร็จและได้รับการตอบรับด้วยดีจากผู้บริโภค

ดังนั้นผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและมีศักยภาพที่จะขยายธุรกิจอออกไปได้   ควรหันมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้   เพราะหากสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเหล่านี้ได้   มูลค่าตลาดรวมรับสร้างบ้านจะสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว   เป็นการลดการแข่งขันในพื้นที่กรุงเทพปริมณฑลลง   และเป็นการขยายฐานธุรกิจรับสร้างบ้านออกไปให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยในปี 2547 มูลค่าตลาดรวมรับสร้างบ้านในเขตกรุงเทพปริมณฑล เพิ่มขึ้นเป็น   6,000   ล้านบาท   ขณะที่ปี   2548   สมาคมฯประเมินว่าจะมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ   7,000   ล้านบาท   หรือเพิ่มขึ้นประมาณ   15 %   หรืออาจจะมากกว่านั้น

เป้าหมายการพัฒนาตลาดรับสร้างบ้านปี 2548

นายสิทธิพร   สุวรรณสุต   กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป จำกัด   กล่าวว่า   หลายฝ่ายประเมินมูลค่าตลาดรวมรับสร้างบ้านอย่างไม่เข้าใจ   โดยมักจะนำตัวเลขจดทะเบียนเฉพาะในเขตกรุงเทพและปริมณฑลมาเปรียบเทียบกับบ้านจัดสรร   ซึ่งใน   2 – 3 ปีที่ผ่านมานี้   สัดส่วนตัวเลขจดทะเบียนบ้านจัดสรรเติบโตสูงขึ้นกว่า   50,000   หน่วยทิ้งห่างจำนวนหน่วยบ้านสร้างเองกว่าเท่าตัว   แน่นอนว่าภาครัฐย่อมจะให้ความสำคัญ   และออกมาตรการต่างๆมากระตุ้นผ่าน   3   สมาคมธุรกิจ(สมาคมอสังหาฯ   สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร   สมาคมอาคารชุด)   แต่ถ้าทุกฝ่ายลองพิจารณาตัวเลขภาพรวมให้ขยายกว้างออกไปทั่วประเทศ มิใช่เฉพาะเพียงกรุงเทพปริมณฑลจะพบว่า   ตัวเขจดทะเบียนบ้านสร้างเองปี   2547 (ม.ค.-ต.ค.)   สูงถึง 15,854 หน่วย   ซึ่งตัวเลขดังกล่าวไม่แน่ใจว่าภาครัฐและภาคการผลิตวัสดุก่อสร้างพิจารณากันอย่างไร   หากว่าอนาคตสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน   จะสามารถขยายตลาดออกไปหรือรวบรวมผู้ประกอบการเข้ามาในสมาคมฯได้

สำหรับตนเองในฐานะเลขาธิการสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน   พยายามศึกษาและให้ความสนใจภาพรวมของตลาดรวมของทั่วประเทศมาระยะหนึ่งแล้ว   แต่อย่างไรก็ดียอมรับว่าศักยภาพของผู้ประกอบการในธุรกิจรับสร้างบ้าน   ยังไม่สามารถแชร์ส่วนแบ่งตลาดมาครองได้เป็นส่วนใหญ่   เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจและรู้จักธุรกิจรับสร้างบ้านอย่างแพร่หลาย   ดังนั้นเมื่อถือกำเนิดสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านขึ้นมา   การสร้างการรับรู้และพัฒนาตลาดรวมให้ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค จึงเป็นสิ่งที่สมาคมฯพึงให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก รวมทั้งการพัฒนาผู้ประกอบการให้มีความเป็นมืออาชีพและเข้าสู่ระบบการแข่งขันธุรกิจอย่างเป็นธรรม   โดยเฉพาะเรื่องการเสียภาษีบนฐานเดียวกัน

ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันต้องยอมรับความจริงว่า   การแข่งขันมีความได้เปรียบเสียเปรียบกันค่อนข้างมากระหว่างประกอบการที่อยู่ในระบบภาษี   กับผู้รับเหมารายย่อยทั่วไปที่หลบเลี่ยงการเสียภาษี   และทำให้ภาครัฐต้องสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีในธุรกิจนี้กว่า   50 %   ซึ่งผู้บริโภคเองก็มีส่วนสำคัญในการหลบเลี่ยงภาษี   และเมื่อถูกผู้รับเหมารายย่อยเอาเปรียบหรือผิดสัญญาจ้างหรือทิ้งงานก่อสร้างก็จะไม่กล้าฟ้องร้องดำเนินคดี   เนื่องจากตัวเองก็มีส่วนผิดอยู่ด้วยที่ช่วยกันหลบเลี่ยงภาษี(ภาษีมูลค่าเพิ่ม)   เพราะต้องการประหยัดค่าจ้างก่อสร้างให้ถูกลง   ซึ่งไม่คุ้มกันเลยเมื่อเกิดปัญหาดังตัวอย่างที่กล่าวมา   ฉะนั้นภาครัฐควรเร่งทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการในธุรกิจ   ประชาชน   และเร่งจัดระบบเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน   และคุ้มครองผู้บริโภคได้เมื่อกรณีเกิดปัญหาผิดสัญญาจ้าง

นายสิทธิพร   กล่าวต่อไปว่าปี   2548   สมาคมฯมีแผนงานที่จะประชาสัมพันธ์ธุรกิจรับสร้างบ้านผ่านกิจกรรมต่างๆตลอดทั้งปี   รวมทั้งยังร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรวัสดุก่อสร้าง   สื่อสิ่งพิมพ์ ธนาคาร   และธุรกิจที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมซึ่งกันและกันเพื่อสร้างการรับรู้ของผู้บริโภค   โดยแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจรับสร้างบ้านยังมีอนาคตสดใส   ทั้งนี้เกิดจากผู้บริโภคเองเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการสร้างที่อยู่อาศัย   โดยจะให้ความสำคัญและศึกษาข้อมูลสินค้า   รวมทั้งตัวผู้ประกอบการก่อนตัดสินใจซื้อหรือสร้างบ้านมากขึ้น   ฉะนั้นผู้ประกอบการเองก็จะต้องมีการพัฒนาสินค้า   และเผยแพร่ความรู้   ข้อมูล   และข่าวสารสู่สาธารณะให้มากยิ่งขึ้น   อย่ามัวปิดบังข้อมูลเพราะกลัวว่าคู่แข่งขันจะรู้ทันเรา     ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วกลับเป็นผลเสียในภาพรวมธุรกิจและองค์กรมากกว่า   เมื่อผู้บริโภคไม่เข้าใจสินค้าและเกิดความไม่ไว้วางใจผู้ประกอบการ   ฉะนั้นทุกๆฝ่ายควรจะช่วยๆกันสร้างความเข้าใจ

ประการสุดท้ายที่ต้องการจะผลักดันให้ตลาดเติบโตขึ้นคือ   การพลิกตัวเลขสินเชื่อของกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการสร้างบ้านเอง   จากเดิมที่สร้างด้วยเงินสด   70 %   ใช้สินเชื่อ   30 % ให้เป็นตรงข้ามคือสินเชื่อ 70 % เงินสด   30 %   ซึ่งจะต้องเร่งสร้างความเข้าใจกับผู้ต้องการสร้างบ้านว่า   ไม่จำเป็นต้องรอเก็บเงินจนครบจึงจะสร้างบ้านได้   ทั้งนี้ยังมีผู้บริโภคอีกจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้   และหากสามารถสร้างการรับรู้ตลาดรับสร้างบ้านจะมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก.

ข้อมูลโดย : ฝ่ายการตลาด บริษัท ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป จำกัด--จบ--

ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน แถลงข่าวการร่วมมือระหว่างสมาคมฯ และผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างชั้นนำ

กรุงเทพฯ--25 ก.พ.--พีอาร์วัน เน็ทเวอร์ค เนื่องด้วยสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน มีความประสงค์จะแถลงข่าวการร่วมมือระหว่างสมาคมฯ และผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างชั้นนำ เพื่อยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้าง รวมถึงการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาตลาดรับสร้างบ้านโดยรวม โดยคุณป...

กทม.ทุ่มงบ 3,228 ล้าน ปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนราชดำเนินกลาง

กรุงเทพฯ--7 ม.ค.--กทม. เมื่อวานนี้ (6 ม.ค.48 เวลา 10.00 น.) นายพิชัย ไชยพจน์พานิช รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะทำงานดำเนินโครงการการพัฒนาพื้นที่ถนนราชดำเนินกลางและพื้นที่ต่อเนื่องกรุงเทพมหานคร ณ ห้องประชุมสำนักผังเมือง ชั้น 4...

สสว.จับมือจุฬาฯตั้งศูนย์บ่มเพาะธุรกิจต้นแบบ แห่งที่ 3

กรุงเทพฯ--4 ม.ค.--สสว. สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จับมือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งศูนย์บ่มเพาะธุรกิจต้นแบบ เพื่อสร้างผู้ประกอบการวิสาหกิจรุ่นใหม่ด้านอุตสาหกรรมอาหาร แฟชั่นและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน หวังบ่มเพาะธุรกิจไม่ต่ำกว่า...

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อข่าวยอดนิยม

กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์ไทย การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย hotmai เพียวริคุ jobbkk ธนาคารไทยพาณิชย์ คาราบาว ดีแทค ไทยพาณิชย์ แจ่มใส เมเจอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 12car กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระทรวงสาธารณสุข การรถไฟแห่งประเทศไทย มิตซูบิชิ เมืองทอง ธนาคารทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซัมซุง มาม่า วันทูคอล ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ เวลาประเทศไทย ปตท ธอส บิ๊กซี กรมอุตุ กรมศุลกากร แม็คโคร ธนาคารกรุงศรี กระทรวงการคลัง