น้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด ล่าสุด ปตท. ช่วยแบกรับภาระกว่า 3,200 ล้านบาท ขายปลีกทุกชนิดจำเป็นต้องปรับขึ้น 50 สต.
นายชัยวัฒน์ ชูฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดิบและสำเร็จรูปในตลาดโลกในช่วงปลายสัปดาห์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง มากกว่า 5 – 8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งก่อนหน้านี้ก็อยู่ในระดับสูงมาตลอด ล่าสุดผลจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลงและมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอีก ทำให้มีการเข้าซื้อเก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้าต่อเนื่อง และไนจีเรียผู้ส่งออกน้ำมันเป็นอันดับ 8 ของโลก ถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายวางระเบิดสถานีสูบถ่ายน้ำมันทำให้ต้องหยุดการผลิตน้ำมันดิบปริมาณ 164,000 บาร์เรล/วัน อีกทั้งผู้นำอิหร่านยังคงยืนยันที่จะพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ต่อไป และหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย เช่น จีน เวียดนาม สิงคโปร์ อินเดีย และเกาหลี ยังคงมีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นตามอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดวันนี้ (7 พ.ค.51) ราคาน้ำมันดิบดูไบขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 113.25 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ถือเป็นระดับสูงสุด (New High) อีกครั้ง ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปเบนซินและดีเซลอยู่ที่ระดับ 123.69 และ 144.03 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ตามลำดับ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนราคาน้ำมันในประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ขาดทุนเฉลี่ยอยู่ลิตรละ 1.50 บาท หรือ วันละประมาณ 40 ล้านบาท หากนับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา (มกราคมจนถึงปัจจุบัน) ปตท. ได้ช่วยแบกรับภาระแทนประชาชนไปแล้วกว่า 3,200 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการรับภาระมาจากน้ำมันดีเซล (น้ำมันดีเซล 3,165 ล้านบาท และน้ำมันเบนซิน 52 ล้านบาท) ปตท. จึงจำเป็นต้องปรับราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดขึ้น 50 สตางค์/ลิตร มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (8 พ.ค.51) เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในเขตกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล เป็นดังนี้
ในขณะนี้ทั่วโลกล้วนได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง และเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากจึงขอวิงวอนให้ทุกท่านช่วยกันประหยัดพลังงานให้มากขึ้น เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยนักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ WTI จะปรับตัวสูงขึ้นถึงระดับ 200 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ภายใน 6 ถึง 24 เดือนข้างหน้า เนื่องปริมาณน้ำมันในกลุ่ม Non-Opec ยังอยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่ตลาดมีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นเราในฐานะเป็นผู้นำเข้าและผู้ใช้ไม่ควรประมาท นายชัยวัฒน์ กล่าวย้ำ
