ข่าวประชาสัมพันธ์ Press Releases ข่าวย้อนหลัง หัวข้อข่าว บลอก

เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคโควิด–19 พร้อมขอความร่วมมือผู้ที่ต้องกักกันโรคปฏิบัติตามแนวทาง สธ.

ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป วันอังคารที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ๑๑:๔๖ น.
ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก
กรุงเทพฯ--17 มี.ค.--วิเคราะห์ข่าว สํานักงานประชาสัมพันธ์

พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กรุงเทพมหานคร หรือ “ศูนย์ข้อมูล COVID–19 กทม.” โดยมี นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร รองปลัดกรุงเทพมหานคร คณะโฆษกของกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานในสังกัด กทม. ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) เขตพระนคร

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แจ้งที่ประชุมเกี่ยวกับคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 76/2563 เรื่อง จัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID–19) หรือ “ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด–19” ซึ่งตั้งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ เพื่อเป็นการยกระดับการบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID–19) ในประเทศไทยให้อยู่ในวงจำกัด ลดผลกระทบต่อภาวะสุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศ สร้างความตระหนักรู้เท่าทันและเตรียมความพร้อมรับมือการระบาดของโรคอย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล ตลอดจนประเมินสถานการณ์ เพื่อการบังคับใช้กฎหมายให้ตรงกับความรุนแรงของปัญหา และวางมาตรการป้องกัน ควบคุมและช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม ในส่วนของ กทม. จึงจำเป็นต้องติดตามข้อสั่งการจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด–19 นี้อย่างใกล้ชิด และเร่งปฏิบัติงานสนองตอบการสั่งการดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัด ซึ่งจะส่งผลถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพประชาชน

ทั้งนี้ กทม. ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคโควิด–19 ตามแนวทางกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยได้ประสานความร่วมมือกับ สธ. ในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคโควิด–19 ทั้งในส่วนของข้อมูลข่าวสารและการดำเนินการด้านต่าง ๆ ตลอดจนการส่งต่อผู้ป่วยเข้ารับบริการในโรงพยาบาลสังกัด กทม. เพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยตามแนวทางของ สธ. รวมถึงจัดทำแนวทางการคัดกรอง เพื่อการวินิจฉัยและการดูแลรักษาโรคโควิด–19 สำหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขของโรงพยาบาลในสังกัด กทม. เป็นไปอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันได้รณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนในการดูแลป้องกันตนเองจากโรคโควิด–19 โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยที่มีอาการไอ จาม หากเลี่ยงไม่ได้ให้สวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ไม่นำมือมาสัมผัส จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น รวมถึงประชาสัมพันธ์แนวทางปฏิบัติ ผ่านเฟซบุ๊กและสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่องและจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ภายในโรงพยาบาลสังกัด กทม. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน สร้างความตระหนัก ลดความตื่นตระหนก และก่อให้เกิดการดูแลตนเองอย่างถูกวิธี หากสงสัยในอาการของโรค สามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนสุขภาพ สำนักการแพทย์ 1646 บริการตอบปัญหาและให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง หากต้องการพบแพทย์จะต่อไปยังศูนย์บริหารราชการฉับไว ใสสะอาด (Bangkok Fast & Clear : BFC) ของแต่ละโรงพยาบาลในสังกัด กทม. ต่อไป

ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม.โดยสำนักอนามัยได้ประสานงานทำความเข้าใจร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด เกี่ยวกับการส่งต่อกลุ่มเสี่ยงที่ต้องติดตามอาการทุกราย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. ทั้ง 68 แห่ง ได้เยี่ยมดูแลเฝ้าระวังอาการผู้ที่เข้าข่ายกักกันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 14 วัน ได้ตามมาตรฐาน ขณะเดียวกันได้สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนและแนวทางปฏิบัติตามพระราช บัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการควบคุมและติดตามผู้ที่ต้องเฝ้าสังเกตอาการของโรคโควิด–19 ซึ่งกักตัวอยู่ที่บ้านในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ โดยแจกเอกสารเกี่ยวกับ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ให้ผู้เกี่ยวข้องได้ศึกษาข้อมูลและข้อกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงจัดทำเอกสารแนะนำการดูแลตนเองและแนวทางติดตามอาการผู้ป่วยที่กักกันตัวที่บ้าน เพื่อลดความวิตกกังวลของประชาชน

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล ประสานงานกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ที่จัดทำแอปพลิเคชัน AOT Airports สำหรับให้ผู้เดินทางเข้าประเทศไทยทุกคนดาวน์โหลดและกรอกหมายเลขโทรศัพท์ เพื่อใช้ในการติดตามตัวผู้มีความเสี่ยงกลับมาตรวจและเฝ้าระวังได้ทันท่วงที รวมถึงแอปพลิเคชัน SydeKick for ThaiFightCOVID สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องกักตัวที่บ้านและแรงงานไทยที่กลับจากประเทศเสี่ยง เพื่อใช้ในการติดตาม เฝ้าระวังผ่านระบบ Location Tracking รู้พิกัดกลุ่มเสี่ยง เพื่อดูว่า กทม. สามารถนำมาปรับใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด–19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้อย่างไรบ้าง รวมทั้งได้กำชับให้สำนักงานเขตทั้ง 50 แห่ง จัดกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งในพื้นที่ต่าง ๆ ของสำนักงานเขตอย่างต่อเนื่อง และให้ประสานหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่ เพื่อขยายผลการทำบิ๊กคลีนนิ่งโดยเฉพาะสถานประกอบการที่มีประชาชนไปใช้ บริการจำนวนมาก นอกจากนี้ให้สำนักพัฒนาสังคมจัดทำหน้ากากอนามัยแบบผ้าแจกจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ในสังกัด กทม. ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการสัมผัสโรค โดยปัจจุบันสำนักพัฒนาสังคมได้ผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้าแล้ว กว่า 10,000 ชิ้น และได้แจกจ่ายไปแล้วกว่า 9,700 ชิ้น ทั้งนี้ให้สำนักพัฒนาสังคม และสำนักงานเขตทุกแห่ง เร่งรัดการสอนตัดเย็บหน้ากากอนามัยแบบผ้าให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อโรคโควิด–19 ไปสู่สมาชิกในครอบครัว สำหรับผู้ที่ต้องกักกันโรคที่บ้าน 14 วัน ให้ปฏิบัติตามแนวทาง สธ. ดังนี้ 1.ให้หยุดเรียน หยุดงาน ไม่ออกไปนอกที่พักอาศัยไม่เดินทางไปที่ชุมชน หรือที่สาธารณะอย่างน้อย 14 วัน นับจากวันเดินทางมาจากพื้นที่ระบาด 2.รับประทานอาหารแยกจากผู้อื่น โดยใช้ภาชนะ ช้อนส้อม และแก้วน้ำส่วนตัว 3.ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัว เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ร่วมกับผู้อื่น 4.ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่อย่างน้อย 20 วินาที กรณีไม่มีน้ำและสบู่ให้ลูบมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ความเข้มข้นอย่างน้อย 60% 5.สวมหน้ากากอนามัย และอยู่ห่างจากคนอื่น ๆ ในบ้านประมาณ 1 - 2 เมตร หรืออย่างน้อยหนึ่งช่วงแขน 6.หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดพูดคุยกับบุคคลอื่นในที่พักอาศัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ 7.การทิ้งหน้ากากอนามัย ใช้วิธีใส่ถุงพลาสติกและปิดปากถุงให้สนิทก่อนทิ้งลงในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด และทำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์เจล หรือน้ำและสบู่ทันที 8.ปิดปากจมูกด้วยกระดาษทิชชูทุกครั้งที่ไอจามโดยปิดถึงคาง แล้วทิ้งทิชชูลงในถุงพลาสติกและปิดปากถุงให้สนิทก่อนทิ้ง หรือใช้แขนเสื้อปิดปากจมูกเมื่อไอหรือจาม และทำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์เจลหรือน้ำและสบู่ทันที 9.ทำความสะอาดบริเวณที่ผู้เดินทางพัก เช่น เตียง โต๊ะ บริเวณของใช้รอบ ๆ ตัว รวมถึงห้องน้ำด้วยน้ำยาฟอกขาว 5% โซเดียมไฮโปคลอไรท์ (น้ำยาฟอกขาว 1 ส่วน/น้ำสะอาด 10 ส่วน) 10.ทำความสะอาดเสื้อผ้า ผ้าปูเตียง ผ้าขนหนู ด้วยสบู่หรือผงซักฟอกธรรมดาและน้ำ หรือซักผ้าด้วยน้ำร้อนที่อุณหภูมิน้ำ 70 - 90 องศาเซลเซียส


ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

กทม. เดินเครื่องระบบบำบัดน้ำเสียระยะที่ 4 จตุจักร เดือน มี.ค. 48 นี้

กรุงเทพฯ--10 ม.ค.--กทม. นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายสุกิจ ก้องธรนินทร์ เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตรวจเยี่ยมการก่อสร้างโรงควบคุมคุณภาพน้ำจตุจักร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขอ...

กทม.ทุ่มงบ 3,228 ล้าน ปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนราชดำเนินกลาง

กรุงเทพฯ--7 ม.ค.--กทม. เมื่อวานนี้ (6 ม.ค.48 เวลา 10.00 น.) นายพิชัย ไชยพจน์พานิช รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะทำงานดำเนินโครงการการพัฒนาพื้นที่ถนนราชดำเนินกลางและพื้นที่ต่อเนื่องกรุงเทพมหานคร ณ ห้องประชุมสำนักผังเมือง ชั้น 4...

รายงานพิเศษ..รับสร้างบ้านปี 2548 เป้าหมายมูลค่าตลาดรวม 7,000 ล้านบาท

กรุงเทพฯ--7 ม.ค.--โอเอซิส มีเดีย รับสร้างบ้านปี 2548 เป้าหมายมูลค่าตลาดรวม 7,000 ล้านบาท ตลาดรับสร้างบ้านในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลปี 2547 เติบโตเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการกระตุ้นการรับรู้และสร้างการยอมรับต่อผู้บริโภคและประชาชน ของกลุ่มผู้ประกอบการในน...

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อข่าวยอดนิยม

กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์ไทย การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย hotmai เพียวริคุ jobbkk ธนาคารไทยพาณิชย์ คาราบาว ดีแทค ไทยพาณิชย์ แจ่มใส เมเจอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 12car กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระทรวงสาธารณสุข การรถไฟแห่งประเทศไทย มิตซูบิชิ เมืองทอง ธนาคารทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซัมซุง มาม่า วันทูคอล ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ เวลาประเทศไทย ปตท ธอส บิ๊กซี กรมอุตุ กรมศุลกากร แม็คโคร ธนาคารกรุงศรี กระทรวงการคลัง