ข่าวประชาสัมพันธ์ Press Releases ข่าวย้อนหลัง หัวข้อข่าว บลอก

6 กูรูโลจิสติกส์ระดับโลกแลกเปลี่ยนความรู้ในงาน Trade Logistics Symposium 2019 แนะวิธีพลิกโฉมองค์กรและทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป วันพฤหัสบดีที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ๑๕:๒๐ น.
ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก
กรุงเทพฯ--5 ก.ย.--อินทิเกรเต็ด คอมมูนิเคชั่น

ปัจจุบัน โลกของเราได้เข้าสู่ยุค Disruptive Technology ที่เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเดิม ทำให้รูปแบบธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สค.) กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทในการพัฒนาผู้ให้บริการโลจิสติกส์ มีเป้าหมายที่จะเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการโลจิสติกส์ของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก จึงได้จัดงาน Trade Logistics Symposium 2019 ภายใต้หัวข้อ Transform and Collaborate towards Greater Success โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์จากองค์กรระดับโลกมาแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก ผู้ประกอบการค้าระหว่างประเทศ และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมของไทย ซึ่งข้อมูลจากการบรรยายของวิทยากรแต่ละท่านนับว่ามีประโยชน์อย่างมาก

การสัมมนาในภาคเช้ามีวิทยากรบรรยาย 3 ท่าน เริ่มจาก "นายเอ็ดวิน ฟาน โพเอลเจอร์" รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานสารสนเทศ ลินฟอกซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป ผู้ให้บริการโลจิสติกส์เอกชนที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย บรรยายเรื่อง การใช้ประโยชน์จาก IoT เพื่อนำเสนอข้อมูลที่มีความก้าวหน้าด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ และสารสนเทศด้านมาตรฐานคุณภาพ โดยกล่าวว่า การปรับองค์กรไปสู่ Digitization ผู้นำองค์กรจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด ตระหนักว่าไอทีคือสิ่งสำคัญ เพราะไอทีจะมาสร้างคุณค่าใหม่ๆ ทำให้องค์กรเติบโตขึ้น และสามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ ผู้นำองค์กรจะต้องทราบว่าธุรกิจของตนจะมุ่งไปทางไหน และจะมีวิธีนำไอทีมาใช้อย่างไร มีขั้นตอนการทำงานอย่างไร เกี่ยวข้องกับแผนกไหน แต่ละแผนกจะมีการประสานงานร่วมมือกันอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือองค์กรจะต้องเรียนรู้องค์ความรู้และทักษะใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้พัฒนาองค์กรให้เป็น Digitization ไม่ว่าจะเป็นความรู้ในวงการโลจิสติกส์ กระบวนการทำธุรกิจ การเงิน ทรัพยากรมนุษย์ เมื่อนำไอทีมาใช้แล้ว อาจทำให้หลายคนกังวลว่าจะตกงาน เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าปี 2030 จะมีคนตกงานจากจากการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้กว่า 2,000 ล้านคน ดังนั้นสิ่งที่บุคลากรจะต้องทำคือการปรับทักษะของตนเองให้มีความสามารถด้านอื่นเพิ่มขึ้น

นายเอ็ดวินกล่าวเพิ่มเติมถึงประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยีที่นำมาวิเคราะห์ข้อมูลว่าจะทำให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ในระบบคลังสินค้าที่มีการนำระบบ dash board มาบริการลูกค้าจะทำให้เห็นภาพรวม และตัดสินใจได้ดี แต่สิ่งที่ต้องระวังคือความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ซึ่งองค์กรควรมีมาตรการที่จะสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า เช่น มีคู่มือและแนวทางปฏิบัติ

สำหรับวิทยากรท่านต่อมา คือ "นายคัทสึฮิโกะ อุเมะทสึ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส ยามาโตะโฮลดิ้ง และประธาน ยามาโตะ โกลบอลโลจิสติกส์ ผู้ให้บริการจัดส่งอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น มาแลกเปลี่ยนความรู้หัวข้อ การขนส่งสินค้าข้ามแดนและตลาดเกิดใหม่ : ความสำคัญและความซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับอีคอมเมิร์ซ กล่าวถึงสถิติที่น่าสนใจว่า การค้าข้ามแดนแบบอีคอมเมิร์ซทั่วโลกมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าในปี 2020 จะมีมูลค่าถึง 9,940 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจากการขยายตัวของตลาดอีคอมเมิร์ซและปริมาณการสั่งซื้อสินค้าอาหารออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริการส่งสินค้าที่ต้องเก็บในที่เย็นเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ซึ่งธุรกิจนี้มีการเติบโตเพิ่มขึ้นมากในประเทศจีน เกาหลี และญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังในการให้บริการส่งสินค้าด้วยความเย็น ซึ่งสามารถเกิดความเสียหายได้หากใช้เครื่องวัดความเย็นที่ไม่แม่นยำ หรือใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ไม่มีคุณภาพ และปล่อยให้สินค้าอยู่นอกพื้นที่ความเย็นเป็นเวลานาน

นายคัทสึฮิโกะได้กล่าวถึงการดำเนินธุรกิจของยามาโตะกรุ๊ปว่า ยามาโตะมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้ให้บริการ Global Food Supply Chain โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานการส่งสินค้า การควบคุมคุณภาพสินค้า และทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทชั้นนำด้านการส่งสินค้า Cold Chain ในธุรกิจอีคอมเมิรซ โดยพยายามสร้างมาตรฐานเกี่ยวกับการจัดส่งสินค้า Cold Chain เช่น มาตรฐาน PAS ซึ่งยามาโตะได้ร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจพัฒนาให้เป็นมาตรฐานระดับโลก นับเป็นมาตรฐานแรกของโลกที่เกี่ยวกับการขนส่งสินค้า

ทางด้านที่ปรึกษาอาวุโสด้านโลจิสติกส์ของสวิสล็อก เซาท์อีสต์ เอเชีย ผู้ให้บริการโซลูชั่นระบบอัตโนมัติชั้นนำของโลก "นายดิกสัน โยว" ที่มาให้ข้อมูลเรื่อง คลังสินค้าอัจฉริยะ : การเดินทางสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยใช้โซลูชั่นหุ่นยนต์และการขับเคลื่อนข้อมูล เปิดเผยถึงการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในระบบคลังสินค้าเพื่อทำให้เป็นคลังสินค้าอัจริยะที่ช่วยเพิ่มความรวดเร็ว และลดความซับซ้อนในโซ่อุปทาน โดยกล่าวว่า คลังสินค้าในยุค 4.0 ประกอบด้วย 2 แนวคิด คือ Cyber Physical System และ Big Data ในส่วนของ Cyber Physical System จะทำให้คลังสินค้ามีประสิทธิภาพและเพิ่มผลผลิตมากขึ้น ช่วยลดแรงงานคน เพิ่มความรวดเร็ว และแม่นยำ ซึ่งปัจจุบันมีความล้ำหน้าไปมาก ยกตัวอย่างที่สวิสล็อกมีการนำระบบ AutoStore มาใช้จัดเก็บสินค้าและนำสินค้าออกมาตามคำสั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยคนไม่จำเป็นต้องทราบว่าควรนำไปจัดเก็บในตำแหน่งใดและสินค้าที่ต้องการนั้นอยู่ในตำแหน่งใด สำหรับ Big Data เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะข้อมูลจะถูกใช้ในการวิเคราะห์ในกระบวนการทำงานทุกขั้นตอน ช่วยให้คาดการณ์ได้ว่าควรจะวางแผนการผลิตอย่างไร

นายดิกสันแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันการพัฒนาหุ่นยนต์มีความก้าวหน้าไปมากจนถึงระดับที่หุ่นยนต์สามารถทำงานร่วมกับคนได้ หรือที่เรียกว่า Human Robot Collaboration ซึ่งระบบนี้ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของระบบโลจิสติกส์ เป็นผู้ช่วยอำนวยความสะดวกให้มนุษย์ และตอบสนองได้ดีเหมือนมนุษย์ ยกตัวอย่างหุ่นยนต์ Intra Logistics ที่นำมาใช้ในสายการผลิต เพื่อทำหน้าที่ส่งของข้ามแผนก

นอกจากนี้ นายเอ็ดวิน ฟาน โพเอลเจอร์ นายคัทสึฮิโกะ อุเมะทสึ และนายดิกสัน ยังได้ร่วมกันอภิปรายแบบคณะในหัวข้อ โลจิสติกส์ในยุคของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ Blockchain ที่มีประโยชน์สำหรับองค์กรที่ต้องการตรวจสอบข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สามารถเรียกดูข้อมูล สืบค้นย้อนกลับถึงต้นทางของสินค้า ซึ่งทำได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และแม่นยำ สำหรับผู้สนใจที่จะลงทุนเรื่อง Blockchain ควรพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะกับความต้องการขององค์กร ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี Blockchain ขั้นสูงหรือทันสมัยที่สุดเสมอไป

อีกทั้งยังได้อภิปรายถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยมองว่า AI กับคนจะมาทำงานร่วมกันและส่งเสริมให้การทำงานดีขึ้น จึงไม่ควรกังวลว่า AI จะมาแย่งงานของคน เพราะ AI ไม่สามารถทำงานได้ทุกตำแหน่ง เข้าสู่การสัมมนาภาคบ่ายกับวิทยากรอีก 3 ท่าน เริ่มจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก "นายฌอน คูลีย์" ในหัวข้อ โซ่อุปทานในอนาคต : ระบบอัตโนมัติ การตอบสนองความเป็นส่วนตัว การตอบสนองความเป็นท้องถิ่น กล่าวถึงทิศทางและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโซ่อุปทาน ว่า ปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนผ่านจากคลื่นลูกที่ 5 ซึ่งเป็นยุคของคอมพิวเตอร์ มาสู่คลื่นลูกที่ 6 เป็นยุคของดิจิทัลและ AI ซึ่ง Blockchain และ IoT มีบทบาทสำคัญในโซ่อุปทาน ทำให้เห็นการทำงานในทุกขั้นตอน เห็นการเคลื่อนย้าย (Visibility of Flows) ของสินค้า ข้อมูล และการเงิน เห็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น (Visibility of Costs) และเห็นถึงผลกระทบในโซ่อุปทานด้วย เช่น ผลกระทบด้านจริยธรรม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งความสำเร็จของโซ่อุปทานในคลื่นลูกที่ 6 จะเกิดขึ้นได้นั้น จะต้องประกอบด้วย 3 สิ่ง คือ มีวิธีคิดใหม่ (New Mindset) มีรูปแบบใหม่ (New Models) และมีวิธีดำเนินการใหม่ (New Methods)

นายณอนกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้น 3 เรื่อง คือ การเปลี่ยนจากแรงงานคนเป็นหุ่นยนต์ การเปลี่ยนจากการใช้สมองมนุษย์มาเป็นสมองเครื่องจักรกล และการเชื่อมโยงกันเองของหุ่นยนต์ซึ่งทำให้เกิดหุ่นยนต์ที่ฉลาดขึ้น ทำงานได้เอง และประมวลผลได้เอง

สิ่งที่น่าจับตามองในปี 2045 ในมุมมองของนายณอนคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Singularity หรือ ความคิดเป็นหนึ่งเดียว คิดเหมือนกันหมด ซึ่งเป็นภัยที่ต้องระวังและน่ากลัว สิ่งหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดเร็วขึ้นคือ 5G เพราะทำให้การเชื่อมโยงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากนั้นเป็นการบรรยายของ "นายมาร์ค มิลลาร์" กรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็ม พาวเวอร์ แอสโซซิเอตส์ และประธานคณะกรรมการโลจิสติกส์ หอการค้าอังกฤษในฮ่องกง มาแบ่งปันความรู้เรื่อง ระบบนิเวศโซ่อุปทานกับการทำงานร่วมกัน ชี้ให้เห็นประโยชน์ของการทำงานร่วมกันในระบบนิเวศโซ่อุปทานว่าจะทำให้ธุรกิจเติบโตไปด้วยกัน และอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะผู้ขาย ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ หรือร้านค้าปลีก สามารถมาทำงานร่วมกันได้ อาจจะเป็นการทำงานร่วมกันของผู้ซื้อด้วยกันเอง หรือเป็นการจับมือทำงานร่วมกันระหว่างผู้ขาย ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ หรือร้านค้าปลีก สำหรับการทำงานร่วมกันนั้นเป็นได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ลงทุนร่วมกันในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนร่วมกันด้านบุคลากร ร่วมกันการบริหารจัดการประสิทธิภาพ และร่วมกันวัดผลกระทบ (Measure Impact) ที่จะเกิดขึ้น เป็นต้น ความสำเร็จของการทำงานร่วมกันจะเกิดขึ้นได้ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีความน่าเชื่อถือและมีความโปร่งใส แต่ละฝ่ายต้องมีบทบาทที่ชัดเจน มีคำมั่นสัญญาและข้อตกลงร่วมกัน สำหรับประโยชน์ของการทำงานร่วมกันในโซ่อุปทานนั้น สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 35% ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 50% เพิ่มความแม่นยำในการประเมินสถานการณ์ 25% ลดสินค้าคงคลัง 20% นอกจากนี้ยังเพิ่มความถูกต้องในการส่งมอบสินค้า ยกระดับการบริการ และเพิ่มความ พึงพอใจให้กับลูกค้า เป็นต้น

นายมาร์คยกตัวอย่างความร่วมมือที่เกิดขึ้นของ Container Shipping ที่ก่อตั้งเป็นพันธมิตรสหภาพ ซึ่งแม้ว่าในช่วงก่อตั้งนั้นจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ทุกบริษัทที่ร่วมมือกลับมียอดขายเติบโต อีกกรณีหนึ่งคือการร่วมมือกันของเทสโก้กับคาร์ฟูร์ ซึ่งทั้ง 2 สองห้างได้เขียนกรอบความร่วมมือ Global Suppler และใช้แหล่งผลิตสินค้า House Brand จากแหล่งเดียวกัน ทำให้ทั้ง 2 ห้างสามารถควบคุมต้นทุนสินค้าได้ดีขึ้น

หัวข้อสุดท้ายของการบรรยาย คือ การจัดส่งที่รวดเร็ว : ควรจะเร็วเท่าไรและทิศทางในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดย "นางสาวอปรรณา สักเซนา" อดีตหัวหน้าฝ่ายธุรกิจขนส่ง ลาซาด้า อีโลจิสติกส์ อินโดนีเซีย กล่าวว่า ปัจจุบันประชากร 6,000 ล้านคนทั่วโลก มีประมาณ 2,000 ล้านคนที่เป็นคนยุคมิลเลเนียม ซึ่งมีพฤติกรรมไม่ต้องการรอ และยอมจ่ายเพื่อให้ได้สินค้าทันที จากการสำรวจพฤติกรรมของลูกค้าในระบบอีคอมเมิร์ซ พบว่า ลูกค้าที่ซื้อสินค้าออนไลน์อายุ 18-34 ปี จำนวน 56% คาดหวังที่จะได้รับสินค้าในวันที่สั่งซื้อ ในขณะที่ลูกค้าจำนวน 61% ยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้สินค้าในวันที่สั่งซื้อ และผู้ซื้อจำนวน 49% ชื่นชอบการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นเมื่อได้รับสินค้าในวันที่สั่งซื้อ นอกจากนี้ ลูกค้ากว่า 25% จะยกเลิกการสั่งซื้อหากร้านค้าไม่สามารถส่งสินค้าภายในวันที่สั่งซื้อ ซึ่งความต้องการเหล่านี้ ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในวงการค้าปลีกและโลจิสติกส์ ทำให้ร้านค้าปลีกจำเป็นต้องมีบริการส่งสินค้าภายในวันเดียวกับวันที่ลูกค้าสั่งซื้อ

นางสาวอปรรณาได้กล่าวถึงปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อความสำเร็จของอีคอมเมิร์ซว่า นอกจากความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าแล้ว ยังมีอีก 4 ปัจจัยที่ลูกค้าให้ความสำคัญ คือ การส่งสินค้าฟรี การได้รับสินค้าตามที่คาดหวัง การคืนสินค้าฟรี และสามารถคืนหรือเปลี่ยนสินค้าได้ง่าย

นอกจากนี้ นางสาวอปรรณายังได้ให้คำแนะนำในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ว่า หากต้องการอยู่ในระดับแนวหน้าของธุรกิจอีคอมเมิรซ์ จะต้องมองไปข้างหน้าว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง สิ่งที่เคยให้บริการเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาอาจไม่ประสบความสำเร็จอีกต่อไป เนื่องจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้วางแผนยาก อย่างไรก็ตาม มีข้อแนะนำว่า การทำ B2C ไม่ควรใช้กลยุทธ์เรื่องราคา ยกตัวอย่างอาลีบาบา จะใช้กลยุทธ์การทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อให้ธุรกิจเติบโตไปด้วยกัน

ปิดท้ายงาน Trade Logistics Symposium 2019 ด้วยการเสวนาในหัวข้อ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการทำงานร่วมกันของซัพพลายเชน โดยนายฌอน คูลีย์ นายมาร์ค มิลลาร์ และนางสาวอปรรณา สักเซนา มีใจความสำคัญว่า ความร่วมมือของผู้ประกอบการในซัพพลายเชนจะต้องพิจารณาว่าคุ้มค่ากับการลงทุนและคุ้มค่ากับเวลาหรือไม่ หากตกลงใจว่าจะทำต้องทุ่มเทและจริงจัง มีความเชื่อใจกัน กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน มีข้อตกลงร่วมกัน และต้องเตรียมรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นด้วย ความร่วมมือกันนั้นมีหลายระดับ อาจจะเป็นในรูปของการนำจุดแข็งมาผนึกกำลังกัน หรือร่วมกันเพื่อแก้ไขจุดอ่อน สิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องคำนึงถึงอยู่เสมอในการทำงานคือการให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง การส่งมอบที่รวดเร็ว และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

ผู้ร่วมเสวนายังได้กล่าวถึงบทบาทของสถาบันการศึกษาในการผลิตนักศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจโลจิสติกส์ในยุคปัจจุบันว่า สถาบันการศึกษาต้องมองว่าตัวเองมีจุดเด่นด้านใด วิเคราะห์ให้ได้ว่าเทรนด์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร ขณะเดียวกันต้องสอนทักษะใหม่ๆ ให้นักศึกษาก่อนที่จะออกไปสู่ภาคแรงงานในยุคที่หุ่นยนต์ทำงานแทนคน สอนให้รู้จักคิด วิเคราะห์ เข้าใจสภาพการณ์ปัจจุบัน สอนให้สังเกต ตั้งคำถาม แสวงหาความรู้ เพราะโลกเปลี่ยนไปทุกขณะ คนอาจไม่ได้ทำงานแบบเดียวไปตลอดชีวิตอีกต่อไป ต้องพร้อมเรียนรู้ ยืดหยุ่น การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นเรื่องสำคัญมาก


ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแห่งมณฑลกวางตุ้ง ร่วมกับ เวิลด์เด็กซ์ จี.อี.ซี. ไชน่า และ สสปน. จัดงานแถลงข่าว “Guangdong Products Show 2010”

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแห่งมณฑลกวางตุ้ง ร่วมกับ บริษัท เวิลด์เด็กซ์ จี.อี.ซี. ไชน่า และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) จัดแถลงข่าวงานเปิดตัวงานแสดงสุดยอดสินค้าจากมณฑลกวางตุ้ง “Guangdong Products Show 2010”...

ซิกมาเทล อิงค์ ยื่นฟ้องต่อ ITC เพื่อเอาผิดกับแอคชั่นส์ เซมิคอนดัคเตอร์ในข้อหาละเมิดสิทธิบัตรเทคโนโลยีเครื่องเล่น MP3

ออสติน, เท็กซัส--(บิสิเนส ไวร์)--14 มี.ค.2548 ซิกมาเทล อิงค์ (NASDAQ:SGTL) ซึ่งเป็นผู้นำตลาดเทคโนโลยีเครื่องเล่น MP3 ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ได้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศ (International Trade Commission : ITC) เพื่อดำเนิ...

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อข่าวยอดนิยม

กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์ไทย การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย hotmai เพียวริคุ jobbkk ธนาคารไทยพาณิชย์ คาราบาว ดีแทค ไทยพาณิชย์ แจ่มใส เมเจอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 12car กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระทรวงสาธารณสุข การรถไฟแห่งประเทศไทย มิตซูบิชิ เมืองทอง ธนาคารทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซัมซุง มาม่า วันทูคอล ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ เวลาประเทศไทย ปตท ธอส บิ๊กซี กรมอุตุ กรมศุลกากร แม็คโคร ธนาคารกรุงศรี กระทรวงการคลัง