ข่าวประชาสัมพันธ์ Press Releases ข่าวย้อนหลัง หัวข้อข่าว บลอก

ผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยโดยบริษัท Moodys Investors Service (Moodys)

ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป วันศุกร์ที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ๑๔:๓๕ น.
ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก
กรุงเทพฯ--26 ก.ค.--กลุ่มสารนิเทศการคลัง กระทรวงการคลัง

นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ได้แถลงข่าวรายงานผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยโดยบริษัท Moody's Investors Service (Moody's) ว่า Moody's ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ "มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)" เป็น "เชิงบวก (Positive Outlook)" และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Credit Rating) ที่ Baa1 หรือเทียบเท่า BBB+ ในวันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2562 ซึ่ง Moody's ได้ชี้แจงเหตุผลและปัจจัยที่สำคัญ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยเกิดจากการมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลงทุนของภาครัฐและการพัฒนาทุนมนุษย์ที่จะยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รัฐบาลมีแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) วงเงิน 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP) ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยผ่านการดึงดูดและส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการ EEC มีส่วนช่วยกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) สะท้อนได้จากยอดสุทธิการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพิ่มสูงขึ้น 2 เท่าตัวจากปี 2559 รวมถึงการที่รัฐบาลมีแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ วงเงิน 2.76 ล้านล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 18 ของ GDP)

2. การดำเนินงานนโยบายทางการคลังและการเงินของรัฐบาลที่มีความโปร่งใสและคาดการณ์ได้ส่งผลให้หนี้รัฐบาลและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และระบบการเงินมีเสถียรภาพ โดย Moody's ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริงอยู่ในช่วงร้อยละ 3.0 – 3.5 ในปี 2562 – 2563 ซึ่งสอดคล้องกับค่ากลางอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือกลุ่ม A และ Baa ใน 2 – 3 ปีข้างหน้า ดังนั้น เศรษฐกิจที่มีความมั่นคง การลงทุนภายในประเทศและการพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงช่วยลดปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยอีกด้วย

3. ความแข็งแกร่งทางการเงินภาคต่างประเทศ (External Finance) และภาคการคลังสาธารณะ (Public Finance) เป็นผลจากการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจมหภาคที่มีประสิทธิภาพ โดย Moody's ประมาณการสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 35 – 40 ในปี 2562 – 2563 ซึ่งใกล้เคียงกับค่ากลางสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อ GDP ของกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือกลุ่ม A ที่ร้อยละ 37 และต่ำกว่าค่ากลางสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อ GDP ของกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือกลุ่ม Baa ที่ร้อยละ 52 ซึ่งการมีหนี้รัฐบาลในระดับต่ำนั้นจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงรองรับวิกฤตเศรษฐกิจที่ไม่คาดคิด นอกจากนี้ การบริหารหนี้สาธารณะในเชิงรุกและการมีสัดส่วนหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศในระดับต่ำจะเป็นเกราะป้องกันความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ

4. Moody's ให้ความเห็นว่า การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะจะส่งผลต่อความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้บรรจุแผนการลงทุนด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และแผนงานยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงการทำงานร่วมกับสหประชาชาติในการส่งเสริมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม พร้อมทั้งการจัดตั้งสถาบันอาชีวศึกษา ซึ่งจะช่วยยกระดับผลิตภาพและทักษะแรงงานในระยะต่อไป

5. Moody's คาดว่า ความเข้มแข็งทางการเงินภาคต่างประเทศจะช่วยปรับสมดุลจากการไหลเข้าออกของเงินทุน โดย Moody's ประมาณการว่าสัดส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP ของไทยจะเกินดุลอยู่ที่ร้อยละ 3 – 5 ในปี 2562 – 2563 แม้ว่าสัดส่วนดังกล่าวจะอยู่ในระดับต่ำกว่าในปีที่ผ่านมา เนื่องจากอุปสงค์ในตลาดโลกชะลอตัวลงและมีการเบิกจ่ายตามโครงการโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนดังกล่าวยังคงอยู่สูงกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือกลุ่ม A และ Baa ในขณะที่การเกินดุลต่างประเทศมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 215,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือร้อยละ 40 ต่อ GDP ณ เดือนมิถุนายน 2562

6. ทั้งนี้ Moody's จะติดตามสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงการแก้ไขปัญหาทักษะแรงงานและปัญหาสังคมผู้สูงอายุซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สำนักนโยบายและแผน ส่วนวิจัยนโยบายหนี้สาธารณะ
โทร. 02 265 8050 ต่อ 5505 5522

ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

ฐานเงินทุนธนาคารทหารไทยแกร่งหลังเพิ่มทุน 21-25 สิงหาคม พร้อมเดินหน้าสร้างความเติบโตให้ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมพัฒนาธุรกิจสร้างความเติบโตให้องค์กรอย่างต่อเนื่องหลังการเพิ่มทุน มุ่งสร้างเครือข่ายขยายธุรกิจพร้อมการกำกับตรวจสอบที่ดี ย้ำการดำเนินธุรกิจในช่วงหลังการรวมกิจการมีพัฒนาการที่ดีตลอดมา และได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่สู...

ตลาดตราสารหนี้ไทย ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่ารวมเทียบเท่ากับจีดีพีภายใน 10 ปี

กรุงเทพฯ--29 ก.ย.--ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 29 กันยายน 2548 องค์กรที่เกี่ยวข้องกับตลาดตราสารหนี้ทั้งหมด อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ ตล...

Moody's: JP Morgan Chase's ratings affirmed

Moody's Investors Service affirmed the ratings of J.P. Morgan Chase & Co. (senior unsecured at A1) and subsidiaries following J.P. Morgan Chase's announcements on its surety bonds and potential civil litigation costs. The rating agency said that the risks...

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อข่าวยอดนิยม

กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์ไทย การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย hotmai เพียวริคุ jobbkk ธนาคารไทยพาณิชย์ คาราบาว ดีแทค ไทยพาณิชย์ แจ่มใส เมเจอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 12car กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระทรวงสาธารณสุข การรถไฟแห่งประเทศไทย มิตซูบิชิ เมืองทอง ธนาคารทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซัมซุง มาม่า วันทูคอล ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ เวลาประเทศไทย ปตท ธอส บิ๊กซี กรมอุตุ กรมศุลกากร แม็คโคร ธนาคารกรุงศรี กระทรวงการคลัง