ข่าวประชาสัมพันธ์ Press Releases ข่าวย้อนหลัง หัวข้อข่าว บลอก

งานวิจัย ยืนยัน ระบบนิเวศป่าชายเลนไทย มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เบื้องต้นพบพื้นที่ป่าชายเลน 16 อำเภอใน 8 จังหวัด คุ้มค่าแก่การอนุรักษ์

ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป วันพุธที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ๑๔:๐๔ น.
ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก
กรุงเทพฯ--15 พ.ค.--สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

โดย การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

ป่าชายเลน เป็นแหล่งทรัพยากรที่มีคุณประโยชน์ และมีความหลากหลายทางด้านชีวภาพสูง นับเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีคุณค่ามหาศาลต่อมนุษย์ แม้จะเป็นที่ทราบกันว่าป่าชายเลนมีประโยชน์ทั้งในการเป็นแหล่งอาหาร แหล่งเพาะพันธุ์และอนุบาลสัตว์น้ำ แหล่งพลังงาน แหล่งดูดซับและกักเก็บคาร์บอน หรือช่วยลดความเสียหายเมื่อเกิดอุทกภัยทางธรรมชาติ แต่ที่ผ่านมายังขาดข้อมูลตัวเลขที่ชัดเจนและไม่มีการพูดถึงมูลค่าเศรษฐกิจของระบบนิเวศป่าชายเลนในด้านต่างๆเหล่านี้

ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ป่าชายเลนอยู่ราว 1.5 ล้านไร่ แต่เนื่องจากสถานภาพของป่าชายเลนได้เปลี่ยนแปลงไปมากมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลน นอกจากนี้ยังมีนโยบายเกี่ยวกับการอนุรักษ์และการฟื้นฟูป่าชายเลนที่มีความชัดเจนมากขึ้น จึงเป็นที่มาของการศึกษาภายใต้โครงการวิจัยมูลค่าเศรษฐกิจของระบบนิเวศป่าชายเลนในด้านต่างๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

รศ.ดร.อรพรรณ ณ บางช้าง-ศรีเสาวลักษณ์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ในฐานะนักวิจัยโครงการ เปิดเผยว่า ที่ดินบริเวณแนวชายฝั่งทะเลนั้นมีจำกัด เมื่อมีแรงกดดันให้เปลี่ยนแปลงไปจึงต้องตั้งคำถามว่าการใช้ที่ดินแบบไหนที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุด การศึกษานี้จึงมีเป้าหมายเพื่อวิเคราะห์มูลค่าเศรษฐกิจของระบบนิเวศป่าชายเลนด้านต่างๆ เพื่อให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับมูลค่าเศรษฐกิจที่จะสูญเสียไปหากมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าชายเลนไปใช้เพื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ และเพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับประโยชน์ที่จะได้หากลงุทนในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าชายเลน เช่น หากมีการลงทุนเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนที่เสื่อมโทรม มูลค่าเศรษฐกิจที่จะได้จากระบบนิเวศที่จะกลับมามีมากน้อยเพียงใด คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อมูลที่สามารถนำมาประกอบการตัดสินใจในด้านนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม

"เพราะระบบนิเวศป่าชายเลนเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ คนส่วนใหญจึงอาจจะมองข้ามความสำคัญของป่าชายเลน ในฐานะที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมจึงต้องมีการประเมินมูลค่าเศรษฐกิจของระบบนิเวศป่าชายเลนที่ไม่เคยมีการคำนวณเป็นมูลค่าที่เป็นตัวเงินมานานแล้ว เพื่อให้ปริมาณการใช้ประโยซน์และวิธีการใช้สะท้อนให้เห็นมูลค่าที่แท้จริงซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างหลักประกันของความยั่งยืนของทรัพยากรนี้

เช่นภาพตัวอย่างกรณีสินามิ จะมีใครบ้างที่มองเห็นว่าป่าชายเลน ช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชายฝั่งทะเล หรือความเสียหายที่เบาบางลงนั้นเป็นเพราะประโยชน์ของป่าชายเลน ขณะที่มีงานวิจัยยืนยันว่า พื้นที่ที่มีป่าชายเลน จำนวนความเสียหายของชีวิตและทรัพย์สินจะน้อยกว่าจุดที่ไม่มีป่าชายเลน ดังนั้น การมีหรือไม่มีป่าชายเลนเมื่อเกิดเหตุภัยธรรมชาติ ย่อมมีผลถึงมูลค่าความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน"

โครงการนี้ได้มีการทบทวนงานวิจัยที่เคยมีการศึกษามาก่อนหน้านี้ และนำมาวิเคราะห์หรือประเมินมูลค่าเศรษฐกิจของระบบนิเวศป่าชายเลนหลายๆ ด้าน ครอบคลุมพื้นที่ป่าชายเลนให้มากขึ้น ทั้งฝั่งอ่าวไทยและและฝั่งอันดามัน เพื่อต้องการความแตกต่างระหว่างพื้นที่ป่าชายเลน โดยได้ประเมินมูลค่าเศรษฐกิจของระบบนิเวศป่าชายเลน ใน 3 ส่วน คือ 1.มูลค่าจากการใช้ประโยชน์ด้านการประมง 2.มูลค่าจากการใช้ทางอ้อมในด้านประโยชน์ในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอน และ 3.มูลค่าที่ไม่ได้เกิดจากการใช้

ดังนั้น เพื่อวิเคราะห์มูลค่าจากการใช้ทางตรงด้านการประมง งานวิจัยนี้ได้สัมภาษณ์ชาวประมงทั้งหมด 778 ราย จากพื้นที่ 42 หมู่บ้าน เป็นหมู่บ้านในจังหวัดสมุทรสงคราม 6 หมู่บ้าน , ตราด 15 หมู่บ้าน , ระนอง 4 หมู่บ้าน , สุราษฏร์ธานี 7 หมู่บ้าน และพังงา 10 หมู่บ้าน เพื่อเป็นตัวแทนของพื้นที่ชายฝั่งทะเลของแต่ละภาค พบว่า สัตว์น้ำที่ชาวประมงชายฝั่งจับได้ทั้งหมด 90 ชนิด โดยมี กุ้ง 8 ชนิด ได้แก่ กุ้งกุลาดำ กุ้งขาว กุ้งแชบ๊วย กุ้งมังกร กุ้งลายเสือก กุ้งหัวมัน และกุ้งเรียว รวมถึงกั้งแก้ว , ปู 8 ชนิด คือ ปูกะตอย ปูขาว ปูดาว ปูดำ ปูแดง ปูม้า ปูแสม และปูหิน , หอย 7 ชนิด ได้แก่ หอยขาว หอยแครง หอยแฉลบ หอยตลับ หอยนางรม หอยแมลงภู่ หอยหลอด นอจากนี้ยังเป็นหมึก แมงดา และปลิง ส่วนชนิดของปลาที่พบมีประมาณ 42 ชนิด ในจำนวนนี้มีทั้งสัตว์น้ำที่จับได้ทั้งในป่าชายเลน บริเวณหาดเลน และในบริเวณทะเลเปิด แต่ไม่ว่าจะจับได้ในที่ใด ประมาณร้อยละ 90 เป็นสัตว์น้ำที่ต้องอาศัยป่าชายเลน โดยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสัตว์น้ำที่อาศัยป่าชายเลนตลอดวงจรชีวิต และสัตว์น้ำที่อาศัยป่าชายเลนในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต และจากการคำนวณรายได้สุทธิ พบว่า มูลค่า(รายได้สุทธิ) ของป่าชายเลนในด้านการประมงพื้นต่อไร่สูงสุด คือ ที่อำเภอเมืองสมุทรสงคราม ซึ่งเท่ากับ 5,015 บาท รองลงมาคือ อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี 1,766 บาท (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งพื้นที่ และประเภทสัตว์น้ำที่จับได้)

รศ.ดร.อรพรรณ กล่าวว่า "มูลค่าที่ได้จากการประมงพื้นที่ป่าชายเลนนั้น มีความแตกต่างกันระหว่างพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งอ่าวไทยหรือฝั่งอันดามัน และประโยชน์ในแง่การประมงนั้น มีมากกว่าที่เราคิดไว้ เพราะไม่ใช่แค่สัตว์น้ำที่จับได้ในบริเวณป่าชายเลน แต่จะต้องรวมถึงสัตว์น้ำที่จับได้ทั้งในบริเวณปะการังและในบริเวณทะเลเปิดที่อาศัยป่าชายเลนในช่วงใดช่วงหนึ่งของวงจรชีวิต หากไม่มีพื้นที่ป่าชายเลนแล้ว การประมงก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย"

สำหรับการวิเคราะห์มูลค่าจากการใช้ทางอ้อมในด้านการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนนั้น รศ.ดร.อรพรรณ กล่าวว่า "ที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่ให้ความสนใจป่าบกซึ่งถือเป็นป่าต้นน้ำ แต่หารู้ไม่ว่าหญ้าทะเลที่ป่าชายเลนนั้น สามารถดูดซับและกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าป่าบกถึง 2 เท่า โดยหญ้าทะเลสามารถดูดซับคาร์บอนได้ถึง 3 ส่วน ทั้งกิ่งใบ ลำต้น ไปจนถึงรากซึ่งถือว่าเยอะมาก" งานวิจัยนี้ ได้นำข้อมูลของราคาที่ดินในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ใช้เป็นตัวแทนต้นทุนค่าเสียโอกาสของที่ดินมาวิเคราะห์ร่วมกับปริมาณของคาร์บอนหรือสต๊อกคาร์บอนที่สะสมอยู่ในพื้นที่ป่าชายเลน มูลค่าหรือราคาที่จำหน่ายในตลาดที่รับซื้อคาร์บอนเครดิด อาทิ ตลาด European Union Emission Trading System (EU ETS) หรืออียู, ตลาดซื้อขายโดยสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) และต้นทุนทางสังคมของคาร์บอน (หรือ Social cost of Carbon หมายถึง คาร์บอนฯ 1 ตันหากถูกปล่อยออกไปสู่ชั้นบรรยากาศจะก่อให้เกิดความเสียหายคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึงประมาณ 40 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อ 1 ตันคาร์บอนฯ ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงมาก)นั้น มีที่ไหนบ้าง

ผลการศึกษาพบว่า หากใช้ราคามูลค่าการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตของตลาดอียู (EU ETS) และตลาดซื้อขายโดยสมัครใจ จะมีพื้นที่ที่คุ้มทุนในการที่จะอนุรักษ์ป่าชายเลนไว้ในพื้นที่ 12 อำเภอ แต่ถ้าเปรียบเทียบต้นทุนทางสังคมของคาร์บอน (Social cost of Carbon) แล้ว พบว่า อำเภอที่จะคุ้มทุนเพิ่มเป็น 16 อำเภอ ใน 8 จังหวัด (ปริมาณคาร์บอนต่อพื้นที่ป่าชายเลน 1 เฮกเตอร์ หรือเท่ากับ 1.25 ไร่) ได้แก่ อำเภอแหลมสิงห์ , อำเภอขลุง และอำเภอนายายอาม จังหวัดจันทรบุรี, อำเภอละแม และอำเภอสวี จังหวัดชุมพร, อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช, อำเภอเมือง จังหวัดพังงา, กิ่งอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง, อำเภอท่าแพ และอำเภอละงู จังหวัดสตูล, อำเภอเมืองและอำเภอกาญจนดิษฐ์ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และที่อำเภอปะเหลียน , อำเภอสิเกา , อำเภอกันตัง และกิ่งอำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง

รศ.ดร.อรพรรณ อธิบายเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการวิเคราะห์มูลค่าด้านการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนคือ ค่าเสียโอกาสของที่ดิน หากพื้นที่ไหนที่มีปริมาณการสะสมของคาร์บอนหรือสต๊อกคาร์บอนสูง และมีค่าเสียโอกาสของที่ดินต่ำ(ราคาที่ดินถูก) การรักษาป่าชายเลนไว้เพื่อประโยชน์ดังกล่าวก็อาจคุ้มค่าที่จะอนุรักษ์ไว้ เพื่อให้ประเทศไทยมีรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งต่อไปในอนาคตจะเป็นที่ต้องการมากขึ้น เพราะผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ที่รุนแรงจะทำให้ราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย เช่น จังหวัดสตูล ซึ่งมีพื้นที่ป่าชายเลนที่มีปริมาณการสะสมของคาร์บอนมากและราคาที่ดินไม่สูง จึงมีค่าเสียโอกาสต่ำ และคุ้มค่าที่จะเก็บรักษาไว้ ส่วนพื้นที่ไหนที่ราคาที่ดินแพงก็ไม่คุ้มที่จะอนุรักษ์ไว้จากการเสียโอกาส เช่น ชลบุรี ภูเก็ต ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ เราไม่ได้บอกว่าจะต้องรักษาป่าชายเลนไว้อย่างเดียว แต่จะต้องดูว่าพื้นที่ไหนที่มีต้นทุนต่ำและมีปริมาณการสะสมหรือดูดซับคาร์บอนอยู่มากพื้นที่นั้นก็สมควรเก็บรักษาไว้ เพราะมีโอกาสที่จะคุ้มทุนมากกว่า ดังเช่น ป่าชายเลนในพื้นที่ 16 อำเภอ ที่สมควรจะอนุรักษ์รักษาป่าชายเลนไว้ ไม่ควรไปเปลี่ยนแปลงอะไรในพื้นที่ดังกล่าว

ส่วนมูลค่าที่ไม่ได้เกิดจากการใช้นั้น รศ.ดร.อรพรรณ ได้ให้คำนิยามว่า "มูลค่าที่ไม่ได้เกิดจากการใช้ หมายถึงคุณค่าที่ให้กับทรัพยากรธรรมชาติทั้งที่เราไม่ได้ประโยชน์ไม่ว่าวันนี้หรือวันข้างหน้า หรือ non-use value หรือ มูลค่าความเต็มใจที่จะจ่าย เพื่อประโยชน์ในการลงทุนอนุรักษ์ป่าชายเลนไว้ ซึ่งมูลค่านี้ยังเป็นสิ่งที่เข้าใจยาก และการที่บอกว่าป่าชายเลนสำคัญควรที่จะอนุรักษ์หรือรักษาไว้ จึงต้องมีวิธีการสร้างตลาดสมมุติ ซึ่งก็คือมาตรการต่างๆที่จะนำมาใช้เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน เพื่อตั้งคำถามว่าประชาชนทั่วไปจะเต็มใจจ่ายเพื่อสนับสนุนให้เกิดมาตรการเหล่านี้หรือไม่ การตัดสินใจจะจ่ายหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันจะให้ความสำคํญกับป่าชายเลนมากน้อยแค่ไหน และเต็มใจที่จะจัดสรรเงินส่วนหนึ่งมาสนับสนุนหรือไม่

จากผลการสัมภาษณ์ครัวเรือนทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่น โดยตัวแปรที่นำมาใช้คำนวณคือ ความเต็มใจ , ราคาที่จะให้จ่าย (bid) และรายได้ (income) เบื้องต้นพบว่า มูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายต่อครัวเรือน สำหรับคนกรุงเทพฯ เท่ากับ 385 บาทต่อครัวเรือน ส่วนมูลค่าที่เต็มใจที่จะจ่ายของคนที่อยู่ในจังหวัดอื่นเท่ากับ 206 บาทต่อครัวเรือน เมื่อคูณกับจำนวนครัวเรือนทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่น จะได้มูลค่าที่ไม่ได้เกิดจากการใช้ของคนทั้งประเทศเท่ากับ 4,895.76 ล้านบาท หารด้วยพื้นที่ป่าชายเลน 1.5 ล้านไร่ ก็จะได้มูลค่าที่ไม่ได้เกิดจากการใช้เท่ากับ 3,199.85 บาทต่อไร่

นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ผลประโยชน์ที่ได้จากการกำหนดการใช้ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลน พบว่า ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2543-2557 พื้นที่ป่านชายเลนลดลงร้อยละ 9.2 โดยการลดลงของพื้นที่ป่าชายเลนนั้น มักจะเกิดนอกพื้นที่ที่อยู่นอกเขตพื้นที่อนุรักษ์ รวมถึงการจำแนกที่ดินที่ประกาศจากเขตอนุรักษ์เป็นเขตเศรษฐกิจโซน A และโซน B อาจมีผลในการที่จะลดอัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าชายเลนลงได้

ซึ่งข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ จะเป็นหลักฐานยืนยันว่า ป่าชายเลนนั้นมีประโยชน์ในการเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ หากพื้นที่ป่าชายเลนลดลงหรือเสื่อมสภาพย่อมส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจของประมงพื้นบ้านและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง และยังเป็นครั้งแรกที่มีตัวเลขยืนยันชัดเจนเพื่อสนับสนุนในเชิงวิชาการ และในด้านนโยบายยังสามารถใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าชายเลนให้กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง


ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

ไฮบริด เทคโนโลยีส์ เริ่มต้นการก่อสร้าง ไฮบริด ลีฟวิ่ง โฮม

คัลแกรี่, อัลเบอร์ต้า และลอสแองเจลิส--(บิสิเนส ไวร์)--6 มิ.ย. 2548 ประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบไฮบริดเริ่มต้นด้วยบ้านแห่งอนาคต ลองจินตนาการถึงโลกที่ซึ่งบ้านของคุณอาศัยพลังงานจากแสงอาทิตย์และกระแสลมซึ่งถูกเก็บสะสมอยู่ในแบตเตอรี่ลิเธียม เพื่อเป็นแหล่งพลังงานในก...

โครงการปลูกป่าถาวรฯ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ล่องใต้ ปลูกป่าชายเลนอนุรักษ์ระบบนิเวศเพื่ออาชีพชุมชน

กรุงเทพฯ--1 มี.ค.--กฟผ. โครงการปลูกป่าถาวรฯฯ กฟผ.ล่องใต้เพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน ระดมงบประมาณ เจ้าหน้าที่ร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชุมชน ปลูกป่าชายเลน ทั้งอ่าวไทย อันดามัน เป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำทะเล ให้ชาวบ้านมีส่วนร่ว...

การจัดแสดงโพรเซสเซอร์แบบ Dual-Core ของเอเอ็มดีประสบความสำเร็จในงานลีนุกซ์เวิลด์ โดยเอเอ็มดียังคงความเป็นผู้นำ Dual-Core ในภาคอุตสาหกรรม

ซันนี่เวล, แคลิฟอร์เนีย--(บิสิเนส ไวร์)--15 ก.พ.2548 บริษัทเอเอ็มดี (NYSE: AMD) ได้แสดงความแข็งแกร่งของระบบนิเวศน์วิทยาแบบแกนคู่ที่ใช้เทคโนโลยี AMD64 (AMD64 dual-core ecosystem) อีกครั้ง ด้วยการแสดงเทคโนโลยีโพรเซสเซอร์ dual-core AMD Opteron(TM) 4...

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อข่าวยอดนิยม

กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์ไทย การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย hotmai เพียวริคุ jobbkk ธนาคารไทยพาณิชย์ คาราบาว ดีแทค ไทยพาณิชย์ แจ่มใส เมเจอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 12car กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระทรวงสาธารณสุข การรถไฟแห่งประเทศไทย มิตซูบิชิ เมืองทอง ธนาคารทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซัมซุง มาม่า วันทูคอล ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ เวลาประเทศไทย ปตท ธอส บิ๊กซี กรมอุตุ กรมศุลกากร แม็คโคร ธนาคารกรุงศรี กระทรวงการคลัง