ข่าวประชาสัมพันธ์ Press Releases ข่าวย้อนหลัง หัวข้อข่าว บลอก

สจล. ห่วง เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ภายใต้การบริหารจัดการของไทย

ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป วันอังคารที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ๑๒:๕๒ น.
ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก
กรุงเทพฯ--14 มี.ค.--เจซีแอนด์โค พับลิครีเลชั่นส์

· สจล. หวั่นการบริหารจัดการ "โรงไฟฟ้าถ่านหิน" ใต้บริบทสังคมไทย แนะให้คนกลางเป็นผู้จัดทำ EIAและ EHIA พร้อมเปิดให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมเพื่อความโปร่งใส

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ย้ำทางเลือกการสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ห่วงการบริหารจัดการ "เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด" ภายใต้บริบทสังคมไทย ชี้การพัฒนาประเทศสู่ยุค 4.0 ควรพิจารณาพลังงานทดแทนที่ยั่งยืนควบคู่เชื้อเพลิงถ่านหิน ระบุพื้นที่ภาคใต้มีศักยาภาพผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวล (Biomass) จากทะลายปาล์ม กาบและกะลามะพร้าว แต่ต้องอาศัยการผลักดันและสนับสนุนอย่างจริงจังและเป็นระบบ

รศ.ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองอธิการบดี และอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า การขยายตัวทางสังคมและเศรษฐกิจส่งผลต่อความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันในประเทศไทยภาคใต้ที่เป็นภูมิภาคที่มีปัญหาไฟฟ้าไม่เพียงพอ โดยข้อมูลจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กระทรวงพลังงาน ระบุว่า ในช่วงที่มีการใช้สูงสุด(พีค) กล่าวคือมีความต้องการ 2,630 เมกะวัตต์ ขณะที่กำลังการผลิตในพื้นที่ภาคใต้ผลิตได้ 2,225 เมกะวัตต์ สถานการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ถึงความจำเป็นในการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า ซึ่งตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าประเทศไทย พ.ศ. 2558 - 2579 (Thailand Power Development Plan: PDP2015) อันเป็นแผนแม่บทในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าในระยะยาวนั้น มีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จ.กระบี่ กำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 800 เมกะวัตต์ ส่วนเหตุผลว่าทำไมถึงต้องใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า เป็นเพราะต้นทุนต่ำกว่าการใช้แหล่งเชื้อเพลิงหรือพลังงานทดแทนอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม แม้ล่าสุดรัฐบาลได้สั่งให้ กฟผ. ดำเนินการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมแนวทางป้องกันผลกระทบด้านต่างๆ ต่อทรัพยากรธรรมชาติและชุมชนโดยรอบ ตามประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคัดค้านจากหลายฝ่ายไปแล้วนั้น ในทางปฏิบัติยังคงมีประเด็นเกี่ยวเนื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียง ไม่น้อยไปกว่าประเด็นแรกคือ "เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด" ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าเทคโนโลยีต่างๆ ที่ระบุตามแผนงาน สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าแต่ปล่อยมลพิษน้อยลง ได้จริงภายใต้บริบทการบริหารจัดการของประเทศไทยหรือไม่ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. เทคโนโลยีที่นำมาใช้ ส่วนตัวเชื่อมั่นในเทคโนโลยีขั้นสูงที่จะนำมาใช้ และ 2. การขนส่งถ่านหิน ค่อนข้างห่วงใยกระบวนการขนส่งซึ่งอาจกระทบ ต่อทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวได้ หากระบบบริหารจัดการไม่รัดกุม

"แน่นอนว่าแผนการนำเทคโนโลยีขั้นสูงกว่ามาใช้ จะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า โดยใช้ถ่านหินน้อยลงและลดการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม แต่ในทางปฏิบัติยังคงเกิดคำถามในแง่การบริหารจัดการ ว่าจะสามารถทำได้ตามแผนและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะประเด็นการขนส่งถ่านหินทางเรือขนาดใหญ่ แม้จะมีการระบุปริมาณบรรทุก ความเร็วเดินเรือ รวมไปถึงรูปแบบการขนส่งแบบปิด แต่ด้วยภาพหลอนผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในอดีต ทำให้ชาวบ้านและสังคมไทยยังคงหวาดกลัวและไม่มั่นใจ กระบวนการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติจากเหตุไม่คาดฝัน ดังนั้น การเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางอาจช่วยเพิ่มความเข้าใจได้มากขึ้น" รศ.ดร.สุรินทร์ กล่าว

รศ.ดร.สุรินทร์ กล่าวต่อว่า นอกจากการเปิดเผยกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ให้ชัดเจนและโปร่งใส เพื่อความเชื่อมั่นของชุมชนในพื้นที่และคนทั้งประเทศแล้ว อาจต้องชี้ให้ชัดเจนว่าการเสียสละของคนกระบี่ในการก่อตั้งโรงไฟฟ้า จะได้รับสวัสดิการหรือการสนับสนุนที่มากกว่าคนในพื้นที่อื่นหรือไม่ เช่น ให้ใช้ไฟฟรี หรือเพิ่มอัตราการใช้ไฟฟรีต่อเดือน เป็นต้น ขณะเดียวกัน ด้วยบริบทสังคมไทยในขณะนี้แม้เชื้อเพลิงถ่านหิน จะถูกมองว่าเหมาะสมในการนำมาผลิตไฟฟ้ามากที่สุด แต่หากมองในแง่การพัฒนาประเทศซึ่งกำลังก้าวสู่ยุค 4.0 เราอาจต้องมองถึงพลังงานทดแทนที่ยั่งยืนควบคู่กันไป ซึ่งในพื้นที่ภาคใต้ถือว่าพลังงานชีวมวล (Biomass) จากทะลายปาล์ม กาบและกะลามะพร้าว มีศักยภาพสูงพอสมควร แต่ต้องอาศัยการผลักดันและสนับสนุนอย่างจริงจังและเป็นระบบ

ด้าน รศ.ดร.จารุวัตร เจริญสุข หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวเสริมว่า ตามแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ซึ่ง กฟผ. ระบุว่านอกจากจะใช้ถ่านหิน ซับบิทูมินัส หรือ บิทูมินัส ซึ่งดีกว่า ลิกไนท์ ขณะเดียวกันยังใช้หม้อไอน้ำระบบเผาไหม้เทคโนโลยี Ultra Supercritical ซึ่งมีประสิทธิการเปลี่ยนพลังงานในถ่านหินเป็นไฟฟ้าถึง ร้อยละ 45 แต่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไอออกไซด์ลง ร้อยละ 20 จากโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบเก่า Subcritical ที่มีประสิทธิภาพ ร้อยละ 33-37 ควบคู่ไปกับการติดตั้งอุปกรณ์กำจัดมลสาร ได้แก่ เครื่องควบคุมก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (SCR) อุปกรณ์ดักจับฝุ่นละอองแบบไฟฟ้าสถิต (ESP) เครื่องควบคุมก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์(FGD) และอุปกรณ์ดักจับไอปรอท (ACI) โดยตามรายงานระบุว่าค่าควบคุม ฝุ่นละออง อยู่ที่ 30 มิลลิกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซัลเฟอร์ไดออกไซต์ และ ออกไซด์ของไนโตรเจน 50 มิลลิกรัม/ลูกบาศก์เมตร หากสามารถควบคุมได้ตามแผนดังกล่าวจริง ถือว่าต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่ไทยกำหนด ซึ่งไม่น่าส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาในสถาบันการศึกษาของไทยและ สจล. เองก็มีหลักสูตรการเรียนการสอนและห้องปฏิบัติการ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเผาไหม้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการเผาไหม้ด้วยเทคโนโลยี Ultra Supercritical แบบเดียวกับที่ กฟผ. จะนำมาใช้ในโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ซึ่งในแง่ของเทคโนโลยีที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพ การผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าเทคโนโลยี Subcritical แต่ลดการปล่อยมลพิษลงสามารถทำได้จริง แต่เนื่องจากภาพหลอนของสังคมไทยจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ ดังนั้น จึงเห็นด้วยว่าการกลับไปทบทวนการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ควรให้หน่วยงานกลางเป็นผู้จัดทำเพื่อความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ

"แม้ต่างประเทศจะมีให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ร่วมกับชุมชนได้ โดยล่าสุดมีการยกตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นเป็นต้นแบบการบริหารจัดการ แต่ต้องไม่ลืมว่าภายใต้บริบทแวดล้อมของสองประเทศ ยังคงมีความแตกต่างในแง่กระบวนการมากพอสมควร ไม่เท่านั้นในแง่ของการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนต่อชุมชน ในพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาเช่นกัน โดยตามรูปแบบการตั้งกองทุนสำหรับพัฒนาด้านต่างๆ ส่วนตัวมองว่าเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แต่ในเชิงรายละเอียดของการนำกองทุนไปใช้พัฒนา คิดว่าต้องเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง" รศ.ดร.จารุวัตร กล่าว

สอดคล้องกับ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่กล่าวย้ำว่า ในฐานะสถาบันการศึกษาเห็นพ้องถึงความจำเป็นในภาพรวมที่ว่า การสร้างความมั่นคงทางพลังงานโดยเฉพาะไฟฟ้าจะสามารถช่วยให้ประเทศชาติ พัฒนาได้ก้าวไกลและไม่เสียงบประมาณจำนวนมากในการนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาจำเป็นต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ดังนั้น การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ จะสามารถช่วยให้การพัฒนาไปในทิศทางที่ยั่งยืนและส่งผลดีต่อทุกฝ่าย ที่ผ่านมา คณาจารย์ และนักศึกษา สจล. ได้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า รวมไปถึงก่อตั้งศูนย์พลังงงานทดแทนเพื่อศึกษา และคิดค้นรูปแบบการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดแห่งอนาคตอย่างต่อเนื่อง

นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครองและประชาชนทั่วไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8111 หรือเข้าไปที่ www.kmitl.ac.th


ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

KMITL ปิ๊งธุรกิจ SMEs ยุคน้ำมันแพง "ผลิตไบโอดีเซล"ประกวดแผนธุรกิจ Moot Biz แห่งชาติ

กรุงเทพฯ--18 ก.พ.--คิธ แอนด์ คินฯ นักศึกษา ป.โท สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ส่ง "ศูนย์ผลิตไบโอดีเซล" จากน้ำมันพืชใช้แล้ว ประกวดแผนธุรกิจ Moot Biz แห่งชาติ เผยสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ตั้งเป้าให้มีการใช้ไบโอดีเซล 10% จากน้ำมั...

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อข่าวยอดนิยม

กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์ไทย การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย hotmai เพียวริคุ jobbkk ธนาคารไทยพาณิชย์ คาราบาว ดีแทค ไทยพาณิชย์ แจ่มใส เมเจอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 12car กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระทรวงสาธารณสุข การรถไฟแห่งประเทศไทย มิตซูบิชิ เมืองทอง ธนาคารทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซัมซุง มาม่า วันทูคอล ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ เวลาประเทศไทย ปตท ธอส บิ๊กซี กรมอุตุ กรมศุลกากร แม็คโคร ธนาคารกรุงศรี กระทรวงการคลัง