การเติบโตของเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียนจะมาจากปัจจัยภายในภูมิภาค เนื่องจากส่วนแบ่งในผลิตภัณฑ์มวลรวมทั่วโลกของชาติตะวันตกลดต่ำลง
ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป Monday October 10, 2011รายงานการวิเคราะห์เศรษฐกิจกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (Economic Insight: South East Asia) ซึ่งเป็นรายงานรายไตรมาสฉบับแรกของสมาคมผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศอังกฤษ (ICAEW) ชี้ว่าการบริโภคภายในประเทศจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มอาเซียนแซงหน้าเศรษฐกิจฝั่งตะวันตก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมการคาดการณ์ว่าส่วนแบ่งผลิตภัณฑ์มวลรวมทั่วโลกของฝั่งตะวันตกจะลดลงร้อยละ 50 ภายในสิบปี ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดของสภาวะครอบงำทางเศรษฐกิจที่มีมานานกว่า 500 ปี
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (CEBR) พันธมิตรของสมาคมฯเป็นผู้จัดทำรายงานรายไตรมาสฉบับใหม่นี้ขึ้น ซึ่งถือเป็นการวิเคราะห์ภาพรวมของข้อเท็จจริงและแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเน้นที่ประเทศยักษ์ใหญ่ทั้ง 6 ของกลุ่มอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียตนาม
เนื้อหาของรายงานฉบับนี้ มีการคาดการณ์ว่าประเทศในกลุ่มอาเซียนไม่น่าจะมีการรวมกลุ่มทางการเมืองแบบยุโรปได้ในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากมีความแตกต่างในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและรายได้ประชาชาติอย่างเด่นชัด อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มอาเซียนมีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเปลี่ยนจากการแข่งขันแย่งการลงทุนจากต่างชาติ มาเป็นกลุ่มประเทศที่ร่วมกันสร้างความแข้งแกร่งจากการกระชับความสัมพันธ์และการค้าภายในภูมิภาค
มร. ดักลาส แมควิลเลียมส์ ประธานบริหารศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (CEBR) กล่าวในงานเปิดตัว รายงานการวิเคราะห์เศรษฐกิจ(Economic Insight) ณ โรงแรมฟูลเลอร์ตัน ประเทศสิงคโปร์ว่า “กลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มีนั้นความหลากหลายทั้งในด้านรายได้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และความแตกต่างของแรงงาน ซึ่งถือเป็นข้อดีของกลุ่มสมาชิก ค่าแรงในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและมีรายได้ปานกลางค่อนไปทางต่ำ จะดึงดูดบริษัทข้ามชาติให้มาตั้งฐานการผลิตมากขึ้น ในขณะที่พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล( เช่นถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ)รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติที่มีอย่างมากมายจะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิกให้เจริญเติบโตยิ่งขึ้น
มร. ดักลาสกล่าวเพิ่มเติมว่า “ความสำเร็จของเขตเศรษฐกิจอีสกันดาร์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐยะโฮร์ในประเทศมาเลเซีย เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดถึงการร่วมมือกันในภูมิภาคว่าสามารถให้ประโยชน์แก่ประเทศพันธมิตรได้อย่างไร เช่นการร่วมมือระหว่างแรงงานที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ค่าแรงต่ำจากประเทศมาเลเซีย กับความรู้และทักษะของประเทศสิงคโปร์ ได้สร้างผลประโยชน์ร่วมอย่างแท้จริงแก่ทั้งสองประเทศ
มร. มาร์ค บิลลิงตัน ผู้อำนวยการประจำสำนักงานใหญ่ส่วนภูมิภาค สมาคมผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศอังกฤษประจำภูมิภาคเอเซ๊ยตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ก้าวเข้ามาประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจสูงสุดตั้งแต่ปี 2553 ในด้านของการเติบโตทางผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) และมีแนวโน้มว่าจะแซงหน้าทุกภูมิภาคในโลกในช่วงต้นปี 2555 การบริโภคภายในภูมิภาคที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของชนชั้นกลางเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดจากเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการสร้างเสริมผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่มีประสบการณ์การทำงานจากต่างชาติและมีความรู้ในเชิงเทคนิคขั้นสูง จะช่วยให้ประเทศในภูมิภาคอาเซียนประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด”
รายงานฉบับนี้ยังชี้ให้เห็นว่า เมื่อพิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจในระยะยาว ความท้าทายสูงสุดของประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ คือการเปลี่ยนเข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรมเฉกเช่นเดียวกับสมาชิกอื่นในภูมิภาค ประเทศเวียตนามจะต้องการการลงทุนอย่างมากในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา เพื่อเจริญรอยตามความสำเร็จของประเทศมาเลเซีย ในขณะที่ประเทศมาเลเซียต้องยกระดับระบบเศรษฐกิจและการปกครองให้รุดหน้า เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการแข่งขันในตลาดโลกและการกระจายฐานการผลิตเหมือนประเทศสิงคโปร์
การส่งออกของประเทศในกลุ่มอาเซียนไปยังประเทศจีนมีปริมาณสูงขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าคู่ค้าหลักอื่นๆ อย่างไรก็ตาม จีนจะประสบปัญหาประชากรส่วนมากเป็นประชากรสูงอายุในปี 2573 ซึ่งจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลง และส่งผลให้อินเดียมีบทบาทในฐานะชาติซึ่งมีทรัพยากรที่ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงแทน
นโยบายรัดเข็มขัดทางการเงินและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำของประเทศตะวันตก จะจำกัดขอบเขตการค้า
เศรษฐกิจโลกกำลังตกต่ำหลังจากที่ดีขึ้นในปี 2553 และการลดลงอย่างต่อเนื่องของหนี้ที่เป็นภาระของทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศอุตสาหกรรมจะส่งผลให้มีการบริโภคลดลง ซึ่งทำให้อัตราการว่างงานสูงขึ้นและมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำในประเทศอุตสาหกรรมฝั่งตะวันตกเช่น ประเทศอเมริกาเหนือ และประเทศในยุโรปกลางและตะวันออก โดยจะเกิดขึ้นไปอีกหลายปี
การขยายตัวของผลผลิตของประเทศในกลุ่มอาเซียน มาจากประเทศอินโดนีเซียถึงร้อยละ 31 และด้วยประชากรในประเทศที่มากถึง 234 ล้านคน จึงมีการคาดการณ์ว่าสัดส่วนนี้จะสูงขึ้นเป็นร้อยละ 42.8 ในปี 2012 ประเทศที่ตามมาเป็นอันดับ 2 คือสิงคโปร์ ที่ร้อยละ 21.5 ประเทศไทยที่ร้อยละ 17.6 และประเทศมาเลเซียที่ร้อยละ 12.1 สำหรับประเทศเวียดนามอยู่ที่ร้อยละ 5.0 ซึ่งแปรผันตามระดับรายได้ของประชากรต่อหัวที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ:คริสติน่า เรตัน ผู้จัดการงานด้านสื่อสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, โทรศัพท์: +44 (0)207 920 8607, อีเมล์: kirstina.reitan@icaew.com
มร.ทอม แวน บลาร์คัม / เมธาวรินทร์ มณีกูลพันธ์, บริษัท โทเทิล ควอลิตี้ พีอาร์ (ไทยแลนด์) จำกัด, โทรศัพท์: +66 2260 5820, อีเมล์: tom@tqpr.com, mae@tqpr.com
Latest Press Release
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2556 ดร.ปรัชญา ศรีสง่า หัวหน้าส่วนหอพรรณไม้ พร้อมด้วย ดร.สันติ วัฒฐานะ หัวหน้าส่วนวิจัย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ (อ.ส.พ.) ให้การต้อนรับ ดร.ทิพย์สุดา ตั้งตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีและผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปฏิภาณ สุทธิกุลบุตร...
นายสันติ หล่อโลหการ (กลาง) กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามอุตสาหกรรมวัสดุทนไฟ จำกัด ในเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เป็นประธานในการประชุมผู้แทนจำหน่ายกว่า 13 ประเทศทั่วโลก เพื่อกำหนดแนวทางธุรกิจภายใต้ภาวะการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วร่วมกัน...
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีกระแสไฟฟ้าดับ เป็นวงกว้างในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัดนั้นก่อนอื่นคงจะต้องขอโทษกับพี่น้องประชาชนชาวใต้ที่ต้องได้รับผลกระทบ...
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม IMT-GT Varsity Carnival ครั้งที่ 15 ในระหว่างวันที่ 22-28 พฤศจิกายน 2556 เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย ด้วยกิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรม...
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รับประกาศเกียรติคุณรับรองคุณภาพบริหารจัดการภาครัฐระดับพื้นฐาน (Certified FL : PMQA) ประจำปี 2556 ได้แก่ นางระรินทิพย์ ศิโรรัตน์ รองปลัดกระทรวง นายสมชาย เจริญอำนวยสุข ผู้อำนวยการสค. นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์...