ข่าวประชาสัมพันธ์ Press Releases ข่าวย้อนหลัง หัวข้อข่าว บลอก

รวมพลังชุมชนคนริม ‘มูน’ สร้าง "วังปลา" อนุรักษ์ธรรมชาติเพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิต

ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป วันอังคารที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๐๘:๕๕ น.
ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

ชุมชนบ้านฮ่องอ้อ ต.ท่าช้าง กิ่ง อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี เป็นชุมชนที่อยู่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำมูน มีอาชีพหลักคือการทำประมงต่างๆ และมีวิถีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติริมชายฝั่ง โดยผู้ชายในหมู่บ้านจะมีหน้าที่หาปลา ส่วนผู้หญิงและเด็กในหมู่บ้านจะมีหน้าที่หาของป่าเพื่อนำไปขาย

แต่ภายหลังเมื่อสภาพแวดล้อมที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากการบุกรุกของนายทุนเข้ามาดูดทรายในลำน้ำมูน รวมไปถึงการสร้างเขื่อนปากมูนที่ส่งผลกระทบต่อสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือชาวบ้านจับปลาได้น้อยลง ตลิ่งและชายฝั่งรวมไปถึงป่าริมแม่น้ำก็พังทลาย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสภาวะปัญหาที่รายล้อมชุมชนฮ่องอ้อ คนทั้งชุมชนฮ่องอ้อไม่ได้ยอมจำนนต่อชะตากรรม กลับลุกขึ้นมารวมตัวกันเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เพื่อให้ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป

จุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและความขัดแย้งในการจัดการแม่น้ำมูนของชุมชนฮ่องอ้อและชุมชนใกล้เคียงเริ่มต้นขึ้นเมื่อชาวบ้านจำนวน 35 คนพากันเดินทางไปดูงานการทำวังปลาซึ่งประสบผลสำเร็จที่บ้านวังยาง ณ แม่น้ำมูน และบ้านแดงหม้อ ณ แม่น้ำชี และได้กลายเป็นแรงบันดาลให้ชาวบ้านฮ่องอ้อเริ่มต้นลงมือทำวังปลาในแม่น้ำมูนอย่างจริงจัง โดยได้ขอความร่วมมือกับชาวบ้านอีกฝั่งหนึ่งมาร่วมมือกันทำอนุรักษ์พันธุ์ปลาให้มีได้กินได้จับจนชั่วลูกชั่วหลาน จนกระทั่งมีการทำวังปลาร่วมกันในช่วงปี พ.ศ. 2547

ซึ่งการทำ “วังปลา” ของชาวบ้านฮ่องอ้อ เป็นการดำเนินงานของ “โครงการข้าวปลาอาหารอีสานมั่นยืน” ภายใต้ “โครงการฐานทรัพยากรอาหาร” ที่ทาง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เข้าไปร่วมสนับสนุน

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้จัดการแผนงานฐานทรัพยากรอาหาร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงการดำเนินงานโครงการฐานทรัพยากรอาหารว่า อาหารนั้นถือได้ว่าเป็นครึ่งหนึ่งของสุขภาพชีวิต และเป็นฐานรองรับระบบชีวิต ดังนั้นการฟื้นฟูฐานทรัพยากรอาหารขึ้นมาก็เท่ากับว่าเป็นการฟื้นฟูอาหารที่มีคุณภาพขึ้นมา ชุมชนก็จะมีอาหารที่มีคุณภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทั้งชุมชนและสังคมโดยรอบ

“ประโยชน์ของการอนุรักษ์ฐานทรัพยากรอาหารที่เห็นได้ชัดๆ เลยก็คือครอบครัวเกษตรกรคนยากจนในประเทศไทย ค่าใช้จ่ายกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของเขาเป็นอย่างน้อย เป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องของอาหาร ทีนี้ถ้าเราลองนึกดูว่า 50 เปอร์เซ็นต์นี้ ถ้าเค้าสามารถสร้างระบบอาหารขึ้นมาได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดภายนอก หรือระบบตลาดขนาดใหญ่ นั้นหมายถึงว่ามันจะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ไปได้ครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว” นายวิฑูรย์ กล่าว

ซึ่งในเรื่องนี้ อาจารย์สุรสม กฤษณะจูฑะ หัวหน้าโครงการข้าวปลาอาหารอีสานมั่นยืน จากคณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวถึงการดำเนินการและผลที่เกิดขึ้นต่อชุมชนบ้านฮ่องอ้อว่า “เรามีแนวคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการอนุรักษ์ฐานทรัพยากรอาหารของตัวเอง เพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ให้กลับคืนมา และในยุคข้าวยากหมากแพงนี้ ชาวบ้านต้องพึ่งพาตนเองได้ เมื่อมีทรัพยากรที่สมบูรณ์ก็จะสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงปากท้องได้ เพราะชาวบ้านแถบนี้จับปลาเพื่อขายและกินเอง เมื่อมีอาหาร มีอาชีพ ชีวิตและครอบครัวก็เป็นสุข เชื่อมโยงกับแนวคิดสุขภาวะที่ดี และโครงการจะสำเร็จได้ชุมชนต้องเข้มแข็ง และประโยชน์ที่ได้อีกอย่างหนึ่งคือ ความสัมพันธ์ที่ดีของคนในชุมชน ซี่งการทำวังปลาทำให้เกิดการร่วมมือกันของคนในชุมชนหลายๆชุมชน”

ด้าน นายนวล สารเพชร ผู้ใหญ่บ้านบ้านฮ่องอ้อ ได้เล่าถึงแนวทางการทำงานของชาวบ้านเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของพวกเขาว่า “ได้มีการเรียกชาวบ้าน ครู นักเรียนจากหลายหมู่บ้านมาปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร ให้เกิดเป็นรูปธรรมเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรได้อย่างถาวร เพราะปัญหาจากเขื่อนและเรือดูดทรายทำให้สัตว์น้ำหายไปจำนวนมากและจากที่ได้ไปศึกษาดูงานการทำวังปลาที่อื่น ก็เห็นว่าได้ผลจริง จึงได้กำหนดเขตทำวังปลาขึ้นมา วิธีการคือนำท่อปูนที่แตกหักไปทิ้งไว้ในแม่น้ำเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยหลบภัยของปลา เราทำได้ 2 ปีก็เห็นผลว่ามีปลาเยอะขึ้น ปีนี้เป็นปีที่ 4 มีปลามากมายอย่างเห็นได้ชัด สามารถจับได้ตลอดทั้งปี ทำให้ตอนนี้ทุกคนในชุมชนรู้ว่าวังปลามีประโยชน์จริง มีสมาชิกเยอะขึ้นจาก 20 คนเป็น 80 คน และเชื่อว่าในอนาคตตจะมีปลาเยอะกว่านี้ และชาวบ้านก็จะหวงแหนมากกว่าทุกวันนี้ด้วย”

การทำวังปลาของชาวบ้านฮ่องอ้อและชุมชนใกล้เคียงสองฝั่งแม่น้ำมูน ที่มีระยะทางยาวถึง 700 เมตร นอกจากจะเป็นการกันพื้นที่ส่วนหนึ่งในแม่น้ำมูลไว้เป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลาแล้ว ยังเป็นกุศโลบายเพื่อปกป้องรักษาสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนโดยไม่ให้ใครเข้ามาบุกรุกทำลายได้โดยง่าย ซึ่งผลที่ได้เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ ทั้งจำนวนปลาที่จับได้มากขึ้น พบปลาหลากหลายชนิดมากขึ้นจากแต่เดิมซึ่งบริเวณนี้ไม่เคยมีจับได้มาก่อน

นายกลาง จันทร์สอน ชาวบ้านฮ่องอ้อ ซึ่งประกอบอาชีพทำประมงบอกว่า ตั้งแต่มีการทำวังปลาขึ้นมาชาวบ้านสามารถจับปลาได้มากขึ้น และสามารถจับได้ทุกฤดู นอกจากนี้ยังพบปลาที่ไม่เคยจับได้และได้หายไปจากบริเวณนี้มานานสิบปีอย่าง “ปลากะโห้” อีกครั้ง

“แต่ก่อนมีปลาหลายชนิดแต่พอมีเรือดูดทราย ปลาก็หายหมด วังปลาทำให้แม่น้ำอุดมสมบูรณ์ขึ้น ปลามีจำนวนเยอะขึ้น ชาวบ้านจับได้ตลอด และล่าสุดมีคนจับปลากะโห้ได้ ซึ่งหายไปนานมาก เราก็เลยขอซื้อเขามาเพื่อจะเอาไปปล่อยในเขตวังปลา ปลาจะได้ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นอีก”

หัวใจสำคัญในการทำวังปลาให้ประสบผลสำเร็จ คือ การมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากความสามัคคีร่วมใจกันที่จะปกป้องทรัพยากรของตนเองที่ตนใช้หาอยู่หากิน ชาวบ้านจึงรู้สึกมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของวังปลา อีกทั้งชุมชนรอบข้าง คือ ชุมชนท่าช้าง ชุมชนปากน้ำ ชุมชนหนองสะโน ก็มาร่วมสร้างวังปลา วังปลาจึงมิได้เป็นของชุมชนใดชุมชนหนึ่งแต่เป็นของชาวบ้านทุกๆ คน ซึ่งผลจากการทำวังปลา นอกจากเรือดูดทรายไม่สามารถล่วงล้ำมาละเมิดอาณาเขตได้ และทรัพยากรสัตว์น้ำก็กลับคืนมามีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ส่งผลดีต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนริมแม่น้ำ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชนที่เข้ามาช่วยกันปกปักรักษาแม่น้ำมูนให้เป็นมรดกของลูกหลานสืบต่อไปในอนาคต

“ผลที่ได้ไม่ใช่เพียงแค่ชาวบ้านจะสามารถจับปลาได้มากขึ้นแล้ว ยังเป็นเหมือนแหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลา อย่างที่เราเห็นบางพื้นที่มีการปล่อยของเสียลงสู่สายน้ำในภาคต่างๆ ก่อให้เกิดปัญหามาก แต่ชุมชนที่มีวังปลาชาวบ้านก็จะช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ชาวบ้านก็ร่วมกันทำเป็นเครือข่ายเป็นหูเป็นตาให้กันและกัน และจากวังปลาก็ได้ขยายออกไปสู่เรื่องอื่นๆ ด้วยเช่นการอนุรักษ์พันธ์ข้าวเพราะชาวนาไม่ได้มีชีวิตอยู่กับลำน้ำเพียงอย่างเดียว ก็ต้องมีการปลูกข้าวด้วย และปัจจุบันก็ได้กลายเป็นเครือข่ายอนุรักษ์ของจังหวัดอุบลราชธานี เป็นความหวังเป็นการจุดประกายสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และท้ายที่สุดก็เป็นความเข้มแข็ง และเป็นความมั่นคงในด้านอาหารของประเทศ” นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้จัดการแผนงานฐานทรัพยากรอาหารกล่าวสรุป.

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ : ปุณณดา
เบอร์โทรศัพท์ : 0813580687

ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

โรยัลแอนด์ซันประกันภัย เชิญชวนเยาวชนร่วมโครงการ "เยาวชนโรยัลแอนด์ซันพิทักษ์ป่า ครั้งที่ 4"

กรุงเทพฯ--1 มี.ค.--โฟว์ดี คอมมิวนิเคชั่น บริษัท โรยัลแอนด์ซันอัลลายแอนซ์ประกันภัย จำกัด มุ่งมั่นปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติ ประกาศรับสมัครเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 15-20 ปี และมีใจรัก พิทักษ์ธรรมชาติร่วมกิจกรรมออกค่ายช่วงปิดเทอมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใ...

ซุบซิบ หวิว-ณัฐพนธ์ วงษ์สนิท"

กรุงเทพฯ--15 ก.พ.--อาร์.เอส.โปรโมชั่น มีเวลาว่างเมื่อไรเป็นอันว่าต้องไป จ.อุบลราชธานี สำหรับ หนุ่ม "หวิว-ณัฐพนธ์ วงษ์สนิท" เจ้าของเพลง "กบ" ยอดฮิต ก็ทำให้บรรดาแฟนเพลงต่างสงสงสัยว่าที่จังหวัดอุบล มีของดีอะไร ทำให้หนุ่ม "หวิว" มีเวลาเมื่อไรก็ต้องไปเมื่อนั้น...

ททท.ร่วมส่งทีมสำรวจและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเขตอันดามัน

กรุงเทพฯ--17 ม.ค.--ททท. นางจุฑามาศ ศิริวรรณ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ททท.ได้ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้ประกอบการภาคเอกชน ในการจัดทีมสำรวจและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวในทะเลอันดามัน ในเขตจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา ต...

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อข่าวยอดนิยม

กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์ไทย การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย hotmai เพียวริคุ jobbkk ธนาคารไทยพาณิชย์ คาราบาว ดีแทค ไทยพาณิชย์ แจ่มใส เมเจอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 12car กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระทรวงสาธารณสุข การรถไฟแห่งประเทศไทย มิตซูบิชิ เมืองทอง ธนาคารทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซัมซุง มาม่า วันทูคอล ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ เวลาประเทศไทย ปตท ธอส บิ๊กซี กรมอุตุ กรมศุลกากร แม็คโคร ธนาคารกรุงศรี กระทรวงการคลัง