ข้อมูลโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)

ข่าวประชาสัมพันธ์สุขภาพ อาหาร Thursday July 19, 2012 15:30
กรุงเทพฯ--19 ก.ค.--เวเบอร์ แชนด์วิค
โรคและระบาดวิทยาของโรค

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic obstructive pulmonary disease : COPD) เป็นกลุ่มโรคเรื้อรังในระบบทางเดินหายใจที่มักจะไม่ได้รับการวินิจฉัยโดยผู้ป่วยจะมีอาการหายใจลำบาก เนื่องมาจากปอดอักเสบและถูกทำลาย โดยโรคในกลุ่มนี้ประกอบด้วย โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (chronic bronchitis) และโรคถุงลมโป่งพอง (emphysema)

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังนั้นก็คืออาการอักเสบเรื้อรังในระบบทางเดินหายใจ อันเป็นผลมาจากการสูดเอาสารพิษต่างๆ เข้าสู่ปอด สำหรับในประเทศที่พัฒนาแล้ว การสูบบุหรี่ถือเป็นสาเหตุหลักของโรคกลุ่มนี้ ในขณะที่มลภาวะในอากาศก็อาจเป็นสาเหตุสำคัญได้เช่นกันในประเทศอื่นๆ ถึงแม้ว่าการสูบบุหรี่จะเป็นสาเหตุใหญ่ที่สุดของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าการสูบบุหรี่จะเป็นสาเหตุใหญ่เพียงอย่างเดียว ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่เลยหรือเลิกสูบมานานแล้วก็อาจล้มป่วยจากโรคนี้ได้เช่นกัน

อาการของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่พบได้ทั่วไปคือ มีอาการหายใจหอบ มีเสมหะมาก และไอเรื้อรัง ความรุนแรงของอาการของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังนี้จะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย

ความชุกของโรค

แม้โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจะเป็นโรคที่สามารถป้องกันและควบคุมได้แต่โรคกลุ่มนี้ก็ยังเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทั้งยังก่อให้เกิดภาระทางการเงินในขณะทำการรักษาอีกไม่น้อย องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประมาณการว่ามีผู้ป่วยจากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในระดับความรุนแรงปานกลางถึงสูงอยู่กว่า 65 ล้านคนทั่วโลก โดยในปี 2548 นั้น มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้มากถึง 3 ล้านคน หรือคิดเป็น 5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกปัจจุบัน โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 5 ของโลก และมีการคาดการณ์ว่าจะขยับขึ้นเป็นอันดับที่ 3 ภายในปี 2573 อีกด้วย โดยเฉลี่ยแล้ว ทุกๆ 1 ชั่วโมงจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังประมาณ 250 คนทั่วโลก หรือเท่ากับ 1 คนทุกๆ 15 วินาทีนั่นเอง

จากข้อมูลผลการสำรวจการระบาดและผลกระทบจากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังแห่งเอเชีย (EPIC ASIA Survey) พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่อายุ 40 ปีขึ้นไปมากถึง 6 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ผลการสำรวจดังกล่าวยังเผยว่ากว่าครึ่งของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรั้งยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยโรค

การกำเริบของโรค

ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจะต้องเผชิญกับอาการของโรคที่กำเริบขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบวันต่อวัน จนนำไปสู่อาการเจ็บป่วยขั้นร้ายแรงหรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยอาการในขณะกำเริบของโรคกลุ่มนี้จะประกอบไปด้วยการอักเสบภายในระบบทางเดินหายใจ หรือความเปลี่ยนแปลงในสภาวะของปอด จนนำไปสู่อาการหายใจลำบาก ไอเรื้อรัง มีน้ำมูก เหนื่อยง่าย และอื่นๆ ทั้งนี้ อาการเหล่านี้มักจะเกิดมาจากการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจตอนล่างหรืออาการอักเสบที่ร้ายแรงขึ้นในบริเวณหลอดลม

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังนั้นมีอาการที่เห็นได้ชัดในขณะกำเริบ และมักก่อให้เกิดความหวาดกลัวและความเครียดแก่ผู้ป่วย ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการแย่ลงอย่างรวดเร็วจนกระทั่งปอดทำงานผิดปกติ และมีโอกาสเสียชีวิตในเวลาต่อมา แน่นอนว่าผู้ป่วยที่มีอาการกำเริบบ่อยครั้งนั้น จะมีคุณภาพชีวิตที่แย่กว่าผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ หรือมีอาการกำเริบเพียงน้อยครั้ง มีรายงานว่า 22 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในระยะที่สอง 33 เปอร์เซ็นต์ในระยะที่สาม และ 47 เปอร์เซ็นต์ในระยะที่สี่นั้น (แบ่งตามแนวทางการแบ่งระยะโรคขององค์กรโรคถุงลมโป่งพองแห่งโลก– Global Initiative for Chronic Obstructive Lung Disease หรือ GOLD) มีอาการกำเริบในระดับที่ค่อนข้างถี่ ถึงแม้ว่าจะได้รับการรักษาหรือบำบัดด้วยวิธีต่างๆ แล้วก็ตาม

จากข้อมูลพบว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังภายในระยะเวลา 12 เดือนหลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนั้น สูงกว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันในระยะเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ อาการของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในขณะกำเริบนั้น ก็ถือได้ว่าร้ายแรงและน่ากลัวไม่แพ้โรคหัวใจ โดยผู้ป่วยหลายคนได้เปรียบเทียบอาการของโรคนี้กับการจมน้ำหรือหายใจไม่ออก

การรักษาและการจัดการ

องค์กรโรคถุงลมโป่งพองแห่งโลก หรือ GOLD ได้แนะนำว่าแนวทางที่ดีการรับมือกับโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังควรจะครอบคลุมถึงการสังเกตการณ์และประเมินอาการของผู้ป่วย โดยรวมถึงเทคนิคและวิธีการชักชวนให้ผู้ป่วยเลิกสูบบุหรี่ และการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ ทั้งของโรคนี้และโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ซึ่งอาจรวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย ทั้งนี้ นอกจากการรักษาโดยใช้ยาแล้ว ยังควรวางแผนการรักษาอื่นๆ ไว้ด้วยเช่นการลดความเสี่ยง การให้คำปรึกษาผู้ป่วย และการฟื้นฟูสมรรถภาพของปอดด้วย

สำหรับวิธีการรักษาโรคปอดอุดกั้นนั้น ควรมุ่งเน้นไปที่การพยายามควบคุมอาการของโรคในแต่ละวัน รวมถึงการบรรเทาอาการต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถออกกำลังกายและใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังควรมีการลดความเสี่ยงของอาการกำเริบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การหยุดยั้งมิให้โรคมีอาการร้ายแรงยิ่งขึ้น การป้องกันและรักษาโรคแทรกซ้อน และการลดความเสี่ยงการเสียชีวิต

การรักษาด้วยการขยายหลอดลมเป็นวิธีสำหรับบรรเทาอาการของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โดยองค์กรโรคถุงลมโป่งพองแห่งโลก หรือ GOLD ได้แจ้งไว้ในเดือนธันวาคมปี 2554 ว่าควรให้ความสำคัญเรื่องการลดผลกระทบจากอาการในปัจจุบันและลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างเท่าๆ กัน ด้วยเหตุนี้เอง แพทย์และพยาบาลผู้ทำการรักษาจึงจำเป็นที่จะต้องมุ่งเน้นทั้งในด้านการรักษาอาการต่างๆ ในระยะสั้น และการลดความเสี่ยงในระยะยาว

ปัญหาในการรักษา

ปัจจุบันนี้ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังยังถือว่าเป็นโรคที่มีปัญหามากมายในการรักษา โดยส่วนใหญ่แล้ว แพทย์มักจะใช้วิธีการรักษาผู้ป่วยนี้ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบเดียวกับผู้ป่วยโรคหอบหืด โดยยังไม่มีวิธีการรักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโดยเฉพาะ อย่างไรก็ดี การอาการอักเสบที่พบในโรคทั้งสองนั้นแตกต่างกันอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ป่วยสองโรคนี้จึงมีอาการตอบสนองต่อการรักษาที่แตกต่างกันมาก

วิธีการรักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในปัจจุบันนั้น ทำได้เพียงช่วยลดความรุนแรงของอาการเท่านั้น แต่ไม่สามารถใช้รักษาให้หายขาดได้ ผู้ป่วยหลายราย แม้จะได้รับการรักษาเป็นอย่างดี ก็ยังคงมีอาการกำเริบได้ จนอาจทำให้สุขภาพทรุดลงหรือแม้แต่เสียชีวิตได้ ดังนั้น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจึงเป็นโรคที่สร้างภาระมหาศาลให้แก่ทั้งตัวผู้ป่วยเองและระบบสาธารณสุขทั่วโลก

สำหรับในอนาคตนั้น การวิจัยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบของโรคแทรกซ้อน ประเภทต่างๆ ของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ความเข้าใจถึงอาการอักเสบที่เกิดขึ้นจากโรค และผลกระทบของปัจจัยอื่นๆ (นอกจากสุขภาพปอด) ที่มีต่ออาการของโรค ก็จะช่วยให้แพทย์สามารถรับมือกับโรคนี้ได้ดียิ่งขึ้น

[1] Global Initiative for Chronic Obstructive Lung Disease (GOLD). . Global strategy for the diagnosis, management, and prevention of COPD. Updated 2011. Available from http://www.goldcopd.org/
[2] British Lung Foundation. COPD. 2007. URL (accessed 22/06/09): http://www.lunguk.org/you-and-your-lungs/conditions-anddiseases/copd.htm
[3] World Health Organization, Chronic Respiratory Diseases, URL (accessed 23/03/12): http://www.who.int/respiratory/copd/burden/en/index.html
[4] Takeda. Data on file. ‘Epidemiology and Impact of COPD in Asia’ Survey. Fieldwork carried out by Abt SRBI. June 2012
[5]Perera WR et al. Inflammatory changes, recovery and recurrence at COPD exacerbation European Respiratory Journal 2007;29: 527–34.
[6]Papi A et al. Infections and Airway Inflammation in Chronic Obstructive Pulmonary Disease Severe Exacerbations American Journal of Respiratory and Critical Care Medicine 2006; 173: 1114–1121
[7] NICE Clinical Guidance. Management of exacerbations of COPD. Thorax. 2004; 59: 131-56.
[8]Wedzicha JA and Seemungal TAR. COPD exacerbations: defining their cause and prevention. Lancet 2007; 370: 786–96
[9]Seemungal T and Sykes A. Recent advances in exacerbations of COPD. Thorax 2008; 63: 850-52.
[10]Halpin D. Mortality in COPD: Inevitable or Preventable? Insights from the Cardiovascular Arena. COPD: Journal of Chronic Obstructive Pulmonary Disease 2008. 5:3, 187-200
[11] British Lung Foundation (BLF) Breathing Fear Report. 2003. Download at www.tin.nhs.uk/EasysiteWeb/getresource.axd?AssetID=15028&type=Full&servicetype=Attachment

[12]Andenæs R, Kalfoss MH and Whal AK. Coping and psychological distress in hospitalized patients with chronic obstructive pulmonary disease. Heart & Lung: The Journal of Acute and Critical Care. 2006. 35(1), 46-57

[13]Goodridge D et al. Caring for critically ill patients with advanced COPD at the end of life: A qualitative study Intensive andCritical Care Nursing, 2008. 24(3), 162-170
[14] Barnes PJ. Corticosteroid resistance in airway disease. Proceedings of the American Thoracic Society 2004; 1: 264–8
16 Postma D, et al. A new perspective on optimal care for patients with COPD. Prim Care Respir J 2011; 20: 205-9
17 Hurst JR, et al. Susceptibility to Exacerbation in Chronic Obstructive Pulmonary Disease. N Engl J Med 2010; 363: 1128-38

Latest Press Release

สุขภาพคนไทยในทศวรรษหน้า

อีก 10 ปีข้างหน้า ใครรู้บ้างว่าสุขภาพคนไทยจะเป็นอย่างไร ระบบการรักษาพยาบาลจะดีขึ้นหรือไม่ งบประมาณด้านสาธารณสุขจะเพียงพอแค่ไหน สังคมและคุณภาพชีวิตจะพัฒนาไปทิศทางใด..หาคำตอบได้ในเวที สช.เจาะประเด็น “Restart ประเทศไทย : ทศวรรษใหม่นโยบายสุขภาพ”...

สมิติเวช ศรีนครินทร์ พร้อมให้บริการวัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง แล้ววันนี้

ศูนย์วัคซีนผู้ใหญ่ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ พร้อมให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง แล้วตั้งแต่วันนี้ สำหรับผู้เดินทางไปประเทศในทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ด้วยการรับรองจากกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณะสุข พร้อมสมุดรับรองการฉีดวัคซีนไข้เหลือง (Yellow...

ภัยเงียบ! กับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

โรงพยาบาลหัวเฉียว ขอเชิญผู้สนใจ เข้าร่วมฟังการเสวนาพิเศษเรื่อง “ภัยเงียบ! กับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่” โดยทีมแพทย์โรงพยาบาลหัวเฉียว เนื่องในโอกาสครบรอบการก่อตั้งรพ. 76 ปี ภายในงานมีบริการตรวจสุขภาพฟรีมากมาย อาทิ ตรวจระดับการเผาพลาญในร่างกาย...

งานมหกรรมการแพทย์แผนไทย 2557 ภาคกลางและภาคตะวันออก

จัดใหญ่ จัดเต็ม กับ "งานมหกรรมการแพทย์แผนไทย 2557 ภาคกลางและภาคตะวันออก” แว่วมาว่างานนี้ หัวเรือใหญ่อย่าง นพ.ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ทุ่มงบไม่อั้น กับครั้งแรกของเมืองไทยที่รวบรวมตำราไทย ยารักษาโรคจาก 25 จังหวัด...

ความดันโลหิตสูงไม่ควรมองข้าม

ความดันโลหิตสูง คือ ภาวะที่แรงดันในหลอดเลือดแดงสูง ซึ่งในระยะยาวจะทำให้เกิดความเสียหายแก่อวัยวะหลายระบบในร่างกายซึ่งค่าความดันโลหิตมีสองค่า คือตัวบน (Systolic)เป็นความดันโลหิตในหลอดเลือดแดงขณะที่หัวใจบีบเลือดออกไปสู่ระบบไหลเวียนของโลหิต และตัวล่าง...

Related Topics