ข่าวประชาสัมพันธ์ Press Releases ข่าวย้อนหลัง หัวข้อข่าว บลอก

ทิสโก้เวลธ์ชี้ ทุกวิกฤติมีโอกาสซ่อนอยู่ แนะลงทุนใน 3 ธุรกิจ - โตเด่นตามเทรนด์โลก

ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร วันพุธที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ๑๑:๐๓ น.
ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก
กรุงเทพฯ--25 มี.ค.--ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป

ทิสโก้เวลธ์เผยโอกาสการลงทุนมีอยู่ในทุกสภาวะตลาด แม้ปัจจุบันตลาดหุ้นทั่วโลกจะเจอวิกฤติซ้อนวิกฤติ พร้อมใช้ความเชี่ยวชาญคัดสรรกองทุนคุณภาพเสิร์ฟให้ลูกค้า แนะลงทุนใน 3 ธุรกิจ ได้แก่ ดิจิตอลเฮลธ์แคร์, ไบโอเทค และอีคอมเมิร์ซ คาดให้ผลตอบแทนโตเด่นตามเทรนด์ของโลก

นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ หัวหน้าที่ปรึกษาการลงทุนทิสโก้เวลธ์ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) (Mr.Nattakrit Laotaweesap, Head Of Wealth Advisory of TISCO Bank Public Company Limited) เปิดเผยว่า โอกาสการลงทุนมีอยู่ทุกสภาวะตลาดขึ้นอยู่กับผู้ลงทุนจะนำข้อมูลที่มีอยู่มาพิจารณาเลือกสินทรัพย์การลงทุนอย่างไรให้ถูกต้อง แม้ปัจจุบันจะมีวิกฤติซ้อนวิกฤติทั้งเศรษฐกิจโลกเติบโตชะลอตัวจนหลายประเทศเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID -19   และราคาน้ำมันปรับตัวลงแรงหลังเกิดความขัดแย้งในประเทศผู้ผลิตน้ำมัน แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในระยะยาว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่อยู่ในเมกะเทรนด์ของโลก เช่น ธุรกิจเฮลธ์แคร์ ธุรกิจไบโอเทค และธุรกิจอีคอมเมิร์ซก็เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คน โดยเฉพาะในช่วงที่มีโรคระบาดและประชาชนเริ่มรักษาระยะห่างระหว่างผู้อื่นในสังคม (Social Distancing)

“ปัจจุบันโลกของการลงทุนไม่จำกัดเฉพาะการลงทุนแค่ในตลาดหุ้นไทยเท่านั้น แต่นักลงทุนยังสามารถลงทุนในต่างประเทศ และสามารถเลือกลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตผ่านกองทุนรวมที่มีมืออาชีพช่วยบริหารจัดการได้ ซึ่งธุรกิจที่น่าจะเติบโต และได้รับผลบวกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือ ธุรกิจเฮลธ์แคร์ และธุรกิจไบโอเทค จากจำนวนการเข้ารับรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการยาและวัคซีนรักษาโรคใหม่ๆ ที่มีอยู่เสมอ ต่อมาคือ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ที่ได้รับผลดีจากผู้บริโภคงดเดินทางออกจากที่พัก ทำให้มีอัตราการซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยธุรกิจที่กล่าวไปทั้งหมดนอกจากจะได้รับผลดีจากสถานการณ์ในช่วงนี้แล้ว ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ในระยะยาวจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต อีกทั้งในช่วงนี้ยังเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อ เพราะราคาหุ้นอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาว” นายณัฐกฤติ กล่าว

ด้านนางวรสินี เศรษฐบุตร หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ สายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้ (Head Of Wealth Product Development, TISCO Bank Public Company Limited) เปิดเผยว่า การเลือกลงทุนในภาวะวิกฤติเช่นนี้แนะนำให้พิจารณาว่า เมื่อวิกฤติคลี่คลายแล้วธุรกิจใดจะพลิกกลับมามีกำไรได้เร็ว และผลประกอบการจะเติบโตได้ในระยะยาว หากพิจารณาจากข้อมูลในอดีตจะเห็นว่าธุรกิจกลุ่มเฮลธ์แคร์มักจะให้ผลตอบแทนเหนือตลาดในเกือบทุกช่วงเวลาที่ยากลำบาก เช่น ช่วงที่ไข้หวัดนกและเมอร์สระบาด รวมถึงช่วงที่มีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า กลุ่มเฮลธ์แคร์ก็ยังสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดอย่างโดดเด่น นอกจากนี้ผลการดำเนินงานในอนาคตก็น่าจะเติบโตได้ดีตามค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประชากรทั่วโลก และความต้องการยาและวัคซีนในการรักษาโรคที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น รวมถึงวัคซีนในการรักษาโรคใหม่ๆ

สำหรับกองทุนเฮลธ์แคร์คุณภาพที่ทิสโก้เวลธ์คัดมาแล้วว่ามีโอกาสที่ได้รับอัตราผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยง และค่าความผันผวนที่เหมาะสมสำหรับลงทุนในช่วงนี้ คือ กองทุนเปิด ทิสโก้ โกลบอล ดิจิตอล เฮลธ์ อิควิตี้ (TGHDIGI) ความเสี่ยงระดับ 7 (เสี่ยงสูง) ลงทุนในหุ้นต่างประเทศผ่านกองทุน CS (Lux) Global Digital Health Equity ชนิดหน่วยลงทุน IB USD (กองทุนหลัก) เน้นลงทุนในบริษัทที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการทางการแพทย์ (Digital Health) ประมาณ 40 - 60 บริษัท จาก 4 หมื่นบริษัททั่วโลก โดยปัจจุบันบริษัทที่กองทุนหลักเข้าไปลงทุน เช่น บริษัท Teladoc ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มให้คนไข้สามารถพบแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ และรับใบสั่งยาจากแพทย์เพื่อนำไปซื้อยาต่อได้ทันที และบริษัท NoVocure ผู้คิดค้นนวัตกรรมรักษามะเร็งในสมอง , เนื้องอกในสมอง โดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น

นอกจากนี้ แม้ว่าจะมีหลายปัจจัยเสี่ยงจนทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง แต่กองทุน TGHDIGI ก็ยังสร้างผลตอบแทนย้อนหลังดีกว่าดัชนีชี้วัด โดยมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปี 6 เดือน 3 เดือน และตั้งแต่ต้นปี 2563 ถึงปัจจุบัน ตามข้อมูลของ บลจ.ทิสโก้ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 อยู่ที่ 9.12% ต่อปี, 13.35% ต่อปี, 2.49% ต่อปี และ 1.46% ต่อปี ตามลำดับ ในขณะเดียวกันดัชนี MSCI World Net Total Return ซึ่งได้คำนวณให้อยู่ในรูปเงินสกุลบาทแล้ว มีผลตอบแทนอยู่ที่ 3.78 % ต่อปี, 4.28% ต่อปี, -1.94% ต่อปี และ -3.91% ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิใช่สิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

อีกกองทุนที่น่าสนใจคือ กองทุนเปิด ทิสโก้ ไบโอเทคโนโลยี เฮลธ์แคร์ (TBIOTECH) ความเสี่ยงระดับ 7 (เสี่ยงสูง) กองทุนรวมตราสารทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) การวินิจฉัยโรค และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต ทั่วโลกผ่านกองทุน Polar Capital Funds plc - Biotechnology (กองทุนหลัก) โดย “ธุรกิจไบโอเทคโนโลยีการแพทย์” เป็นนวัตกรรมทางชีวภาพแห่งอนาคต ซึ่งรวมไปถึงผู้ผลิตวัคซีน และยารักษาโรค ผู้ผลิต Antibody เพื่อตรวจวินิจฉัยและเยียวยารักษาโรค ผู้พัฒนาเทคโนโลยี DNA เพื่อตรวจสอบความผิดปกติของโรคทางพันธุกรรม รวมถึงบริษัทผู้คิดค้นวัคซีน และยารักษาโรคอุบัติใหม่ที่มีความรุนแรง ซับซ้อนและหายยาก เช่น โรคซาร์ส และไวรัสโคโรนา (COVID-19) เป็นต้น

“ทิสโก้เวลธ์มองว่ากองทุน TBIOTECH อาจได้รับผลดีจากความต้องการยารักษาโรคเดิมแบบเฉพาะเจาะจงตามกระแสสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น รวมทั้งความต้องการยาและวัคซีนรักษาโรคอุบัติใหม่อย่างเช่น COVID - 19 เป็นต้น นอกจากนี้ กองทุน Polar Capital Funds plc - Biotechnology (กองทุนหลัก) นอกจากจะมีผลตอบแทนที่โดดเด่น และมีความผันผวนที่เหมาะสมแล้ว ยังพบว่าผู้จัดการกองทุนมีประสบการณ์การลงทุนในอุตสาหกรรมไบโอเทคโนโลยีมากว่า 19 ปี ทำให้สามารถบริหารกองทุนให้มีผลตอบแทนที่น่าสนใจ และเข้าใจวัฏจักรของอุตสาหกรรมไบโอเทคได้เป็นอย่างดี” นางวรสินี กล่าว

นางวรสินี กล่าวอีกว่า นอกจากธุรกิจเฮลธ์แคร์ และไบโอเทคโนโลยีทางการแพทย์น่าสนใจลงทุนในช่วงนี้แล้ว ทิสโก้เวลธ์มองว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่ผู้บริโภคงดการเดินทางออกนอกบ้านและใช้บริการซื้อสินค้าออนไลน์ และดูหนังฟังเพลงอยู่ที่บ้านแทน อีกทั้งธุรกิจนี้ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากจากผู้บริโภคที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตและมีแนวโน้มการใช้จ่ายออนไลน์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดของธุรกิจอีคอมเมิร์ซสูงขึ้นเมื่อเทียบกับร้านค้าแบบดั้งเดิม

สำหรับกองทุนที่ลงทุนในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ที่เหมาะสมในช่วงนี้ คือ กองทุนเปิด วรรณ โกบอล อีคอมเมิร์ซ (ONE-GECOM) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้น และ/หรือกองทุนรวม ETF ทั่วโลกที่ลงทุนในกิจการในกิจการที่มีรายได้หรือได้รับประโยชน์จากช่องทางจำหน่ายผ่านออนไลน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม สำหรับบริษัทที่กองทุนเข้าไปลงทุนนั้นส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ผู้บริโภครู้จัก เช่น UBER   ผู้ให้บริการเรียกใช้รถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน,   Amazon ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม E-commerce ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีธุรกิจให้บริการระบบ Cloud Computing ที่ใหญ่ที่สุดในโลก, Alibaba ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสำหรับซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และเป็นเจ้าของ Lazada แพลตฟอร์มสำหรับซื้อขายสินค้าออนไลน์รายใหญ่ในประเทศไทย รวมทั้งให้บริการ Cloud Computing ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และระบบการชำระเงินออนไลน์ Ali Pay และ PAYPAL ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มทางการเงินมากกว่า 200 ประเทศ และเงินตรามากกว่า 25 สกุลทั่วโลก เป็นต้น

ทั้งนี้ กองทุน TGHDIG Iและ TBIOTECH ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก และอาจมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งกองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน และกองทุน ONE-GECOM มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนบางส่วน (ไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ) ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน ติดต่อสอบถามรายละเอียด หรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารทิสโก้ทุกสาขา หรือ TISCO Contact Center โทร. 02-633-6000 กด 2 กด 4


ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

สัมมนา “TISCO Wealth” เปิดมุมมองสร้างความมั่งคั่งจากการลงทุนอย่างผู้รู้

ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) โดย “ทิสโก้ เวลธ์” (TISCO Wealth) ซึ่งเป็นบริการบริหารความมั่งคั่งอย่างครบวงจรสำหรับลูกค้าธนบดีของกลุ่มทิสโก้ จัดงานสัมมนา “TISCO Wealth – KT Investment Forum” ภายใต้ธีม “Wealth Creation...

ดูเร็กซ์ สนับสนุน อาชีวะ เปิดตัวโครงการ "DUREX: Train the Trainer"

กรุงเทพฯ--27 เม.ย.--แอสเอสแอล เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) ดูเร็กซ์ สนับสนุน สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ชูโปรแกรม "Durex: Train the Trainer" บูรณาการการเรียนการสอนเพศศึกษาเชิงลึกแก่ครู - อาจารย์ทั่วประเทศ คุณพรชาย พิริยบรรเจิด ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด ...

Senator Lines เข้าร่วมเครือข่ายผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางทะเลของ INTTRA

พาร์ซิพพานี, นิวเจอร์ซี--(บิสิเนส ไวร์)--7 มี.ค.2548 บริษัท Senator Lines ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเบรเมน ประเทศเยอรมนี ได้เสร็จสิ้นการผนวกกับบริษัท INTTRA เพื่อจัดหาช่องทางการให้บริการโซลูชั่นด้านการขนส่งสินค้าทางเรือในระบบอี-คอมเมิร์ซที่ทันสมัย...

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อข่าวยอดนิยม

กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์ไทย การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย hotmai เพียวริคุ jobbkk ธนาคารไทยพาณิชย์ คาราบาว ดีแทค ไทยพาณิชย์ แจ่มใส เมเจอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 12car กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระทรวงสาธารณสุข การรถไฟแห่งประเทศไทย มิตซูบิชิ เมืองทอง ธนาคารทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซัมซุง มาม่า วันทูคอล ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ เวลาประเทศไทย ปตท ธอส บิ๊กซี กรมอุตุ กรมศุลกากร แม็คโคร ธนาคารกรุงศรี กระทรวงการคลัง