ข่าวประชาสัมพันธ์ Press Releases ข่าวย้อนหลัง หัวข้อข่าว บลอก

กนง. คงดอกเบี้ยและปรับลดประมาณการเศรษฐกิจ EIC

ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ๐๘:๕๘ น.
ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก
กรุงเทพฯ--27 มิ.ย.--ธนาคารไทยพาณิชย์
Key point

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ 26 มิถุนายน 2019 คณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ต่อปี โดยคณะกรรมการฯ ประเมินว่า "เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้จากการส่งออกสินค้าและบริการเป็นสำคัญ" คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปัจจุบันมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้

Analysis

กนง. ประเมินเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ โดยมีปัจจัยสำคัญจากการส่งออกสินค้าที่ไม่ขยายตัว และภาคการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าคาด เมื่อดูรายงานผลการประชุมและตัวเลขประมาณการทางเศรษฐกิจในรอบนี้ พบว่า กนง. ประเมิน "การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าที่คาดไว้เดิม" ทั้งนี้ กนง. ปรับลดตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2019 ลงจาก 3.8% มาอยู่ที่ 3.3% ซึ่งมีปัจจัยสำคัญมาจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้ "มาก" และภาคการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ โดยเป็นผลจากนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก ประมาณการมูลค่าส่งออกสินค้าถูกปรับลดจาก 3.0% มาอยู่ที่ 0.0% ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจคู่ค้าและปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลงจากสภาวะการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น ส่วนคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศปรับลดลงจาก 40.4 ล้านคน เป็น 39.9 ล้านคน สำหรับอุปสงค์ภายในประเทศ กนง. ประเมินว่า การลงทุนภาครัฐและเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนภาครัฐถูกปรับประมาณการลงค่อนข้างมากจาก 6.1% เป็น 3.8% ซึ่งเป็นผลจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ที่คาดว่าจะล่าช้าลง และการเลื่อนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง สำหรับประมาณการลงทุนภาคเอกชนปรับลดลงไม่มากนัก จาก 4.4% เป็น 3.8% เนื่องจากยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการย้ายฐานการผลิตมายังไทย ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป กนง. ยังคงประมาณการไว้เท่าเดิมที่ 1.0% ในปีนี้ ส่วนประมาณการอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.7% ปรับลดลงจากที่ประเมินไว้เดิมที่ 0.8%

สำหรับตัวเลขประมาณการปี 2020 พบว่า กนง. ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2020 อยู่ที่ 3.7% จาก 3.9% โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าจะกลับมาขยายตัวที่ 4.3% การลงทุนภาครัฐจะขยายตัว 7.2% และการลงทุนภาคเอกชนที่จะขยายตัว 5.5% จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีหน้า

กนง. ประเมินว่า ภาวะการเงินอยู่ในระดับผ่อนคลาย และแสดงความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทที่อาจไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดย กนง. สื่อสารว่า "ภาวะการเงินที่ผ่านมาอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ" ซึ่งสะท้อนผ่านภาคเอกชนที่สามารถระดมทุนได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้สิ่งที่ กนง. แสดงความกังวลมากขึ้นอย่างชัดเจน คือ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยกล่าวว่า "การแข็งค่าของเงินบาทอาจไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ" อีกทั้งเงินบาทยัง "แข็งค่านำสกุลอื่นในภูมิภาค" โดย ธปท. จะติดตามสถานการณ์ทั้งอัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้าย "อย่างใกล้ชิด"

ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน กนง. ยังคงประเมินว่า ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ แต่มีความกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield) โดยนอกจากมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (macroprudential) แล้ว กนง. ยังได้กล่าวถึงมาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (microprudential) ที่อาจถูกใช้ควบคู่กับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลเสถียรภาพระบบการเงินต่อไป

Implication

อีไอซีมอง กนง. คงดอกเบี้ยในปีนี้ แต่ต้องจับตาดูความเสี่ยงด้านต่ำต่อเศรษฐกิจ การแข็งค่าของเงินบาท และแนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้ายต่อไป

อีไอซีมองว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ แม้จะมีการปรับลดประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจลง เนื่องจาก 1) กนง. ยังมองว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวในปี 2563 แม้ กนง. จะประเมินเศรษฐกิจไทยชะลอลงต่อเนื่อง สะท้อนจากการปรับลดตัวเลขประมาณลงจาก 4.0% ในการประชุม ธ.ค 2018 ลงมาอยู่ที่ 3.8% ในการประชุม มี.ค 2019 และล่าสุดได้ปรับลดลงเหลือ 3.3% แต่อีไอซีมองว่า อัตราการขยายตัวดังกล่าวต่ำกว่าระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย (potential GDP) ไม่มากนัก นอกจากนี้ กนง. ยังคงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวที่ 3.7% ได้ในปีหน้า จึงทำให้ กนง. ยังไม่จำเป็นต้องรีบปรับลดดอกเบี้ยลงในปีนี้ 2) อีไอซีมองว่า กนง. ยังคงให้ความสำคัญในการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินอยู่ รายงานการประชุม กนง. ในรอบนี้ยังคงมีถ้อยคำที่แสดงความกังวลต่อเสถียรภาพระบบการเงินอยู่ ทั้งในเรื่องการก่อหนี้ของภาคครัวเรือน (สินเชื่อรถยนต์) ความเสี่ยงจากสหกรณ์ออมทรัพย์ และการก่อหนี้ของธุรกิจขนาดใหญ่ นอกจากนี้ กนง. ยังคงอ้างอิงด้วยว่าการลดความเสี่ยงดังกล่าวยังต้องใช้เครื่องมือที่หลากหลายซึ่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายด้วย และ 3) อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงของไทยปัจจุบันที่ระดับ 0.75% ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ดังนั้นความสามารถและความจำเป็นในการลดดอกเบี้ยของ กนง. เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอาจมีไม่มากเท่าประเทศอื่น ๆ ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงยังคงอยู่ในระดับสูง (รูปที่ 1)

เงื่อนไขที่จะทำให้ กนง. อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยนโยบายได้ในระยะข้างหน้า : อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยอยู่ต่ำกว่า 3%, เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว, หรือเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง แม้อีไอซีจะมีมุมมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงที่ที่ 1.75% ทั้งปี อย่างไรก็ตาม ด้วยความไม่แน่นอนในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้างสูง การปรับเปลี่ยนนโยบายอาจเกิดขึ้นได้

ซึ่งอีไอซีมองว่าเงื่อนไขที่จะทำให้ กนง. มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ มาจาก 1) อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยทั้งปีอยู่ต่ำกว่า 3% ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากภาคการส่งออกสินค้าหดตัวลงมากกว่าคาด จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานของไทย นอกจากนี้ยังต้องติดตามการชะลอตัวลงของภาคการท่องเที่ยว

หลังเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง เพราะอาจส่งผลให้การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวปรับลดลงได้ 2) เงินบาทแข็งค่าขึ้นอีกต่อเนื่องจากระดับปัจจุบัน โดยเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นผลจากสงครามการค้าที่กลับมาปะทุอีกครั้งในช่วงต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนหันมาถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยซึ่งรวมถึงเงินบาท เพราะไทยที่มีเสถียรภาพด้านต่างประเทศแข็งแกร่ง นอกจากนี้ การประชุม FOMC ของสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งให้เงินบาท

แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลมาจากดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงหลังจาก Fed

ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในระยะต่อไป โดย กนง. ได้สื่อสารถึงความกังวลในประเด็นนี้อย่างชัดเจน ทั้งนี้แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา กนง. จะไม่เคยปรับลดดอกเบี้ยเพื่อหวังผลให้เงินบาทอ่อนค่า แต่หากเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและรายได้ในรูปเงินบาทจากการส่งออกสินค้าและบริการ การลดดอกเบี้ยอาจมีความจำเป็นมากขึ้น และ 3) เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าในปริมาณมาก โดยในตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2018 ถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2019 มีเงินทุนไหลเข้าในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยสูงถึง 8.7 หมื่นล้านบาท ซึ่ง กนง. ก็กล่าวว่าจะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้อีไอซีประเมินว่าหากในระยะข้างหน้ายังมีเงินทุนไหลเข้ามาต่อเนื่องก็อาจกดดันใน ธปท. ต้องออกมาตรการเพื่อดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายที่อาจเข้ามาเพื่อเก็งกำไรจากสินทรัพย์ไทยในระยะสั้น โดยหนึ่งในมาตรการที่ ธปท. สามารถใช้ได้อย่างรวดเร็วคือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ไทย (carry) ลดลง สำหรับมาตรการอื่น ๆ ที่ ธปท. อาจพิจารณานำมาใช้ เช่น การปรับลดปริมาณการออกพันธบัตรรัฐบาลไทย เพื่อทำให้นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรผ่านตลาดพันธบัตรได้ยากขึ้น ซึ่งมาตรการนี้ถูกนำมาใช้ครั้งล่าสุดเมื่อเดือน เม.ย. ปี 2017


ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

ประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณค่าหรือราคาเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย

กรุงเทพฯ--11 ม.ค.--กรมสรรพากร เพื่อดำเนินการตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรขอแจ้ง อัตราการคำนวณค่าหรือราคาเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย ตามอัตราถัวเฉลี่ย ในวันสุดท้ายของปี พ.ศ. 2547 ที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อและขาย ซึ่งธนาคารแห่งประ เทศไทย...

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อข่าวยอดนิยม

กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์ไทย การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย hotmai เพียวริคุ jobbkk ธนาคารไทยพาณิชย์ คาราบาว ดีแทค ไทยพาณิชย์ แจ่มใส เมเจอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 12car กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระทรวงสาธารณสุข การรถไฟแห่งประเทศไทย มิตซูบิชิ เมืองทอง ธนาคารทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซัมซุง มาม่า วันทูคอล ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ เวลาประเทศไทย ปตท ธอส บิ๊กซี กรมอุตุ กรมศุลกากร แม็คโคร ธนาคารกรุงศรี กระทรวงการคลัง