ข่าวประชาสัมพันธ์ Press Releases ข่าวย้อนหลัง หัวข้อข่าว บลอก

FinTech พลิกโฉมโลกธุรกิจการเงินการลงทุน

ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร วันจันทร์ที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ๑๗:๔๘ น.
ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก
กรุงเทพฯ--27 ส.ค.--ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

"Necessity is the mother of innovation" หมายถึง นวัตกรรมมักเกิดขึ้นจากความจำเป็นที่จะต้องก้าวผ่านอุปสรรคอะไรสักอย่างไปให้ได้ ในภาคการเงินเองนั้นแม้ว่าจะมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ก็ยังมีโจทย์หรือความต้องการของผู้บริโภคที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ประกอบกับความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยซึ่งช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถหาคำตอบของโจทย์ยากๆ เหล่านั้นอย่างที่ในอดีตไม่มีทางทำได้ ดังนั้น ในปัจจุบันจึงมีผู้นำเสนอนวัตกรรมทางการเงิน (Financial Innovation) เป็นจำนวนมาก โดยบริษัทที่ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับนวัตกรรมทางการเงินซึ่งผสมผสานระหว่างความรู้ด้านการเงิน (Financial) และเทคโนโลยี (Technology) ที่เรียกว่า "FinTech" กำลังมีบทบาทในการเข้ามาลดต้นทุนการทำธุรกรรมทางการเงิน และสร้างโอกาสให้คนจำนวนมากสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การก้าวเข้ามาของ FinTech ยังสร้างความท้าทายให้กับผู้ร่วมตลาดในแวดวงการเงินอื่นๆ เช่น ผู้ให้บริการทางการเงินดั้งเดิม (Incumbent) ผู้ทำธุรกิจให้คำปรึกษา ผู้ทำธุรกิจนายหน้าและคนกลาง รวมไปถึงผู้ออกกฎระเบียบ ที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้เช่นกัน

การเติบโตของธุรกิจ "FinTech" ในระดับสากล ณ ปัจจุบันอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในปี 2560 ถือว่าเป็นปีทองของสตาร์ทอัพ FinTech โดยมีมูลค่าการระดมทุนทั่วโลกผ่านวิธีการระดมทุนหลักอย่าง Venture Capital (VC) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.66 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ.เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นถึง 4.4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2556 โดยมูลค่าที่เพิ่มขึ้นนำโดยประเทศในยุโรป และอเมริกาเหนือที่มีการระดมทุนใน FinTech ผ่าน VC เพิ่มขึ้นจากปี 2559 คิดเป็น 121% และ 33% ตามลำดับ ในขณะที่เอเชียมีมูลค่าระดมทุนใน FinTech ผ่าน VC ลดลง 10% นอกจากนี้ จำนวนบริษัทที่ระดมทุนเพิ่มผ่าน VC ในปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็น 1,128 บริษัท จากเดิมอยู่ที่ 1,023 บริษัทในปี 2559 แม้ว่าเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวของ FinTech ที่อยู่ในช่วง Early Stage และไปเพิ่มขึ้นในช่วง Late Stage ซึ่งเป็นช่วงที่นำเสนอผลงานเข้าสู่ตลาดแล้วแต่ต้องการเงินทุนเพื่อไปขยายธุรกิจ

วิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีทางการเงินจากอดีต...สู่ปัจจุบัน

แม้ว่าการเติบโตของสตาร์ทอัพด้าน FinTech จะมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดแต่หากพิจารณาวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีทางการเงินจะเห็นว่า FinTech ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด ตามงานศึกษาของ Arner, Jànos Barberis, and Ross P. Buckley ได้แบ่งยุคสมัยของ FinTech ออกเป็น 3 ช่วง โดย FinTech 1.0 เป็นยุคหลังสงครามโลกที่ระบบการเงินของประเทศต่างๆ เริ่มมีการเชื่อมโยงถึงกันด้วยระบบอนาล็อก ขณะที่ FinTech 2.0 เป็นยุคดิจิทัลที่มีการนำคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้ ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในยุค FinTech 3.0 (ตั้งแต่ปี 2551 – ปัจจุบัน) ซึ่งเป็นช่วงหลังวิกฤติ Subprime ที่แม้เริ่มต้นเกิดขึ้นในสหรัฐฯ แต่ได้ขยายผลลบไปสู่ระบบการเงินของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยสาเหตุหลักมาจากความไม่รับผิดชอบของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ทำให้ผู้บริโภคลดความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินเหล่านี้ลง และนำไปสู่ความนิยมในการระดมทุนทางเลือกอย่างเช่น Cryptocurrency ชื่อดังอย่าง Bitcoin หรือ Kickstarter ผู้นำด้าน Crowdfunding นอกจากนี้ หลังวิกฤติภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาควบคุมโดยออกกฎระเบียบในการประกอบธุรกิจการเงินให้มีความเข้มงวดมากขึ้น จนในที่สุดสถาบันการเงินหลายแห่งต้องลดจำนวนพนักงานลงเพื่อความอยู่รอด ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนมนุษย์เพื่อลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจ เช่น บริษัท Wealthfront ผู้นำเสนอแอปพลิเคชันที่ใช้ Robo-advisor มาช่วยวางแผนการลงทุนแบบอัตโนมัติให้กับนักลงทุนรายย่อย อีกทั้งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างสมาร์ตโฟนยังทำให้คนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา และข้อมูลผู้ใช้รายบุคคลยังถูกเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่อย่างสตาร์ทอัพสามารถนำเสนอนวัตกรรมทางการเงินซึ่งเปลี่ยนสนามการแข่งขันในธุรกิจตลาดเงินไปตลอดกาล เช่น การทำธุรกรรมที่มีลักษณะ Peer-to-Peer (P2P) ระหว่างบุคคลทั่วไปโดยไม่จำเป็นต้องมีสถาบันตัวกลางผ่านแอปพลิเคชันและ platform ต่างๆ เช่น Transferwise (สำหรับการโอนเงิน) Lendingclub (สำหรับการให้และรับสินเชื่อ) และ Robinhood (สำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนหุ้น) ซึ่งแม้ว่าวิวัฒนาการที่กล่าวมาเหล่านี้จะเริ่มต้นที่ประเทศพัฒนาแล้วเช่นในสหรัฐฯ และยุโรป แต่กำลังขยายตัวไปสู่ประเทศกำลังพัฒนาอย่าง จีน อินเดีย รวมถึงประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

สถานการณ์ FinTech ในไทย

จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงอุตสาหกรรม พบว่าในปี 2560 สตาร์ทอัพในไทยมีประมาณ 8,000 ราย เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจากเดิมที่มีเพียง 200 รายในปี 2558 เป็นสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพและพร้อมดำเนินธุรกิจได้จริงประมาณ 1,500 ราย ส่วนสตาร์ทอัพที่พัฒนาด้าน FinTech ยังมีจำนวนมากเป็นอันดับต้นๆ อีกด้วย ซึ่งหากพิจารณาสมาชิกที่ลงทะเบียนกับ Thai FinTech Association ทั้งหมด 110 ราย พบว่ามีสตาร์ทอัพด้าน FinTech ถึง 62 บริษัท หรือคิดเป็น 57% ของสมาชิกทั้งหมด ซึ่งให้บริการใน 4 กลุ่มธุรกิจหลักดังนี้

Business Tools/ Comparison/ Marketplace: ในอดีตการเปรียบเทียบบริการทางการเงินของแต่ละสถาบันการเงินนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการเปิดเผยและจัดเก็บข้อมูลนั้นยังไม่มีศูนย์กลางทำให้ผู้บริโภคได้รับบริการทางการเงินที่ไม่เท่าเทียมกัน แต่จากการพัฒนาด้าน Open Service Architecture ทำให้ FinTech สามารถใช้ประโยชน์จาก Application Programming Interface (API) ในการดึงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มารวมไว้ในที่เดียวแบบอัตโนมัติ และเมื่อสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาเปรียบเทียบและวิเคราะห์ ทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์จากนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น แอปพลิเคชันที่ช่วยเปรียบเทียบ Refinance package ของแทบทุกธนาคาร ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำลงด้วยความรวดเร็ว หรือ platform ที่ยอมให้ผู้ใช้สามารถนำพ้อยท์เครดิตการ์ดจากหลายแห่งมารวมกันและแลกเป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าที่ร่วมรายการ

Lending & Credit: ในยุคหลังวิกฤติที่อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำทำให้พฤติกรรม Search for yield ของผู้ลงทุนมีมากยิ่งขึ้น การให้สินเชื่อในรูปแบบ P2P lending ซึ่งเป็นการทำธุรกรรม online ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2568 มูลค่าตลาด P2P ทั่วโลกจะสูงถึงกว่า 35.9 ล้านล้านบาท โดยมีตลาดใหญ่อยู่ที่สหรัฐฯ และจีน ซึ่งนอกจากการเติบโตของปริมาณการใช้สมาร์ตโฟนที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ให้และผู้รับสินเชื่อแล้วยังมีการนำข้อมูล Big data มาวิเคราะห์เพื่อประเมิน Credit Scoring ของผู้ขอรับสินเชื่ออีกด้วย ซึ่งแม้ว่าปริมาณของข้อมูลจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และกว่า 80% ของข้อมูลทั่วโลกนั้นเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นระเบียบ (unstructured) ที่กระจัดกระจายอยู่ตาม Social media, Video, ข่าวสารตามสื่อ Online ต่างๆ แต่เทคโนโลยีด้าน Artificial Intelligence (AI) ก็พัฒนาขึ้นอย่างมากเช่นกัน ทำให้การวิเคราะห์และหารูปแบบของข้อมูลทั้งที่เป็น Structured และ Unstructured ด้วยวิธี Machine Learning กำลังเป็นที่นิยมในหมู่สตาร์ทอัพไทยเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการให้สินเชื่อสำหรับบุคคลรายย่อยรวมไปถึง SMEs อีกด้วย

Retail Investments and Personal Finance: ไม่เพียงแต่ผู้บริโภคที่ใช้บริการของระบบการเงินการธนาคารเท่านั้นที่ยังได้รับการบริการไม่ทั่วถึง ผู้ให้บริการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนก็มีแนวโน้มที่จะลดจำนวนพนักงานลงทำให้ต้องมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยในการลงทุนซึ่งส่วนใหญ่เป็นรูปแบบ Robo-advisor ที่พัฒนาจาก AI ที่วิเคราะห์ข้อมูล Big Data ทั้งทางด้านพื้นฐานและข้อมูลด้านเทคนิค พร้อมแนะนำการลงทุนอย่างเหมาะสมเพื่อนำไปสู่เป้าหมายในการลงทุนของผู้ใช้ในแต่ละคน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าทรัพย์สินภายใต้การการจัดการที่พึ่งพาความสามารถของ Robo-advisor ทั่วโลกนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 16 ล้านล้านดอลล่าร์ สรอ. ภายในปี 2568 นอกจากด้านการลงทุนแล้วยังมีสตาร์ทอัพอีกจำนวนหนึ่งที่นำเสนอแอปพลิเคชันที่ช่วยให้คำแนะนำด้านการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลอีกด้วย อาทิเช่น การจัดการด้านภาษีรายได้ส่วนบุคคล การควบคุมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต และการบริหาร Cashflow รายบุคคล เป็นต้น

Payment and Blockchain: ในหลายประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ซึ่งการจับจ่ายใช้สอยนั้นได้ถูกยกไปอยู่ในรูปแบบของเงินดิจิทัล ทั้งนี้มีผู้ให้บริการ e-wallet ซึ่งเป็นระบบชำระเงินผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย เช่น ระบบอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน โดยแต่ละบุคคลสามารถเชื่อมโยงทุกระบบเข้าด้วยกันเพื่อทำให้ใช้จ่ายทั้งในโลก online และ offline ได้อย่างสะดวก ถูกต้อง และปลอดภัย โดยมีเทคโนโลยี Blockchain หรือ Distributed Ledger Technology (DLT) เป็นพื้นฐาน ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นระบบเครือข่ายของฐานข้อมูลที่มีการอัปเดตทุกครั้งหลังจากผู้ใช้บันทึกการทำธุรกรรมทางการเงินทำให้ไม่สามารถโกงหรือปลอมแปลงข้อมูลได้ ไม่เพียงแต่บริษัทด้านการเงินเท่านั้นที่เข้ามาประกอบธุรกิจนี้ แต่ยังมีบริษัทด้านโทรคมนาคมรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศที่มีเทคโนโลยีและฐานลูกค้าบนระบบเครือข่ายของตนสนใจเข้ามาแข่งขันเช่นกัน

แนวโน้มการพัฒนาของ FinTech ไทยในอนาคต

ธุรกิจการเงินกำลังเปลี่ยนแปลงไปจากการพัฒนาของเทคโนโลยี ทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่อย่างสตาร์ทอัพนำเสนอ FinTech เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในบางธุรกรรมที่ผู้ให้บริการทางการเงินดั้งเดิมหรือก็คือสถาบันทางการเงินต่างๆ ที่เคยเป็นผู้ให้บริการแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าในช่วงแรกผู้ให้บริการทางการเงินดั้งเดิมจะเกรงว่าสตาร์ทอัพเหล่านี้อาจเป็นภัยคุกคามกับธุรกิจที่เคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของตน แต่เมื่อเวลาผ่านไปพบว่ากระแสการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีนั้นเป็นเรื่องสำคัญ การปรับโครงสร้างองค์กรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อพิจารณาจากจุดแข็งระหว่างสถาบันการเงินและสตาร์ทอัพ FinTech ที่มีความแตกต่างกันนั้น พบว่าหากทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันจะสามารถเติมเต็มส่วนที่เป็นจุดด้อยของกันและกันได้ โดยที่สถาบันการเงินซึ่งเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานและช่องทางการจัดจำหน่ายจะทำหน้าที่จัดหาแหล่งเงินทุน และป้อนข้อมูลลูกค้าให้กับสตาร์ทอัพ FinTech ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีทางเลือกใหม่ๆ และโครงสร้างองค์กรที่เหมาะกับการคิดค้นนวัตกรรม ทำให้ในปัจจุบันเห็นความร่วมมือระหว่างบริษัทลูกของสถาบันการเงินที่แยกตัวออกมาเพื่อทำหน้าที่เป็น VC สนับสนุนเงินทุนแก่สตาร์ทอัพ FinTech เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่สถาบันการเงินเองก็ได้จัดตั้งหน่วยงานสำหรับพัฒนา FinTech ภายใต้แบรนด์ของตัวเองควบคู่กันไปด้วย

จากพัฒนาการด้าน FinTech ในไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานกลางในธุรกิจตลาดทุน มีความมุ่งมั่นสร้างสรรค์ให้ตลาดทุนเกิดประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนของสังคม "To Make the Capital Market 'Work' for Everyone" ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ต้องการระดมทุน หรือนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะประสบความสำเร็จได้ต้องมีเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยสนับสนุน จึงได้จัดโครงการ Capital Market Innovation 2018 การประกวดสุดยอดนวัตกรรมตลาดทุนครั้งแรกของประเทศไทยขึ้น โดยวัตถุประสงค์หลักคือการส่งเสริมและสร้าง Awareness แก่ผู้มีส่วนร่วมในแวดวงตลาดทุน และสนับสนุนความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการในธุรกิจตลาดทุน รวมไปถึงสตาร์ทอัพ FinTech มหาวิทยาลัย และประชาชน ให้ผลิตนวัตกรรมด้านตลาดทุนที่ทันสมัย สร้างสรรค์ และมีประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งนี้ มีผลงานเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 60 ผลงาน ล่าสุดได้ 10 ผลงานผ่านเข้ารอบตัดสินเพื่อเฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมตลาดทุนไทยแห่งปี ในวันที่ 9 ต.ค. 2561 นี้ ดูรายชื่อและรายละเอียดทั้ง 10 ผลงานได้ที่

www.set.or.th/CapitalMarketInnovationAwards

ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยมูลค่าซื้อขายตลอดปี 2547 รวมกว่า 5 ล้านล้านบาท เฉลี่ยต่อวันสูงเกินเป้ากว่าวันละ 20,000 ลบ.

กรุงเทพฯ--4 ม.ค.--ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สรุปการซื้อขายหลักทรัพย์ประจำปี 2547 มูลค่าซื้อขายรวมสูงถึง 5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 ส่วนมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันสูงถึงประมาณ 20,000 ลบ. ส่วนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมคิดเป็นประมาณ 4.5 ล้านล้านบาท ...

"TT&T ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 60 บริษัทจดทะเบียนที่สมควรได้รับ Disclosure Report Award 2003

"TT&T ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 60 บริษัทจดทะเบียนที่สมควรได้รับ Disclosure Report Award 2003 เป็นปีที่สองติดต่อกัน จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์" "TT&T was recognized as one of 60 listed companies forDisclosure Report Award 2003 ...

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อข่าวยอดนิยม

กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์ไทย การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย hotmai เพียวริคุ jobbkk ธนาคารไทยพาณิชย์ คาราบาว ดีแทค ไทยพาณิชย์ แจ่มใส เมเจอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 12car กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระทรวงสาธารณสุข การรถไฟแห่งประเทศไทย มิตซูบิชิ เมืองทอง ธนาคารทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซัมซุง มาม่า วันทูคอล ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ เวลาประเทศไทย ปตท ธอส บิ๊กซี กรมอุตุ กรมศุลกากร แม็คโคร ธนาคารกรุงศรี กระทรวงการคลัง