ข่าวประชาสัมพันธ์ Press Releases ข่าวย้อนหลัง หัวข้อข่าว บลอก

ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันวงเงินไม่เกิน 2,000 ล้านบาท บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) ที่ระดับ A-/Stable

ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร วันพุธที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ๑๖:๓๘ น.
ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก
กรุงเทพฯ--7 มี.ค.--ทริสเรทติ้ง

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ "A-" ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ในวงเงินไม่เกิน 2,000 ล้านบาทของบริษัทที่ระดับ "A-" ด้วย

อันดับเครดิตสะท้อนถึงการมีเสถียรภาพทางธุรกิจที่ดีขึ้นและผลจากความพยายามในการกระจายธุรกิจของบริษัท นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงการสนับสนุนทางธุรกิจที่ชัดเจนจากผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทคือ KGI Securities Co., Ltd. หรือ KGI Group ในประเทศไต้หวัน ซึ่งจุดแข็งดังกล่าวช่วยทำให้บริษัทได้รับประโยชน์ 2 ประการที่สำคัญ คือความมีชื่อเสียงในฐานะผู้นำในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ และการมีผลงานซึ่งเป็นที่ยอมรับจากความสามารถในการทำกำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ (Proprietary Trading) อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตก็มีข้อจำกัดจากลักษณะที่ผันผวนและเป็นวงจรขึ้นลงซึ่งเป็นธรรมชาติของธุรกิจหลักทรัพย์ รวมถึงแรงกดดันด้านอัตราค่าธรรมเนียมนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อันเป็นผลจากการแข่งขันที่รุนแรงด้วยเช่นกัน

บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) มีแหล่งที่มาของรายได้ที่หลากหลาย โดยบริษัทไม่พึ่งพาแต่เฉพาะรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์เท่านั้น ทั้งนี้ บริษัทมีรายได้จากค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์และตราสารอนุพันธ์ในสัดส่วนเพียง 32% ของรายได้รวมในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ระดับ 61% โดยรายได้จากค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์และตราสารอนุพันธ์คิดเป็น 30% ของรายได้รวมของบริษัทในปี 2560

การขยายฐานรายได้ไปในธุรกิจด้านอื่นช่วยให้บริษัทมีสถานะทางการแข่งขันที่แข็งแกร่งมากขึ้นและมีความพร้อมมากขึ้นในการรับมือกับการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงซึ่งเป็นผลจากการเปิดเสรีค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์

รายได้ค่าธรรมเนียมและค่าบริการซึ่งส่วนใหญ่มาจากการบริหารจัดการกองทุนคิดเป็นสัดส่วน 25.2% ของรายได้รวมของบริษัทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 เทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 13.2% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยรายได้ค่าธรรมเนียมจากการบริหารจัดการกองทุนเป็นแหล่งรายได้ที่มีความผันผวนต่ำเมื่อเทียบกับรายได้จากค่าธรรมเนียมนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และตราสารอนุพันธ์ สัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่อรายได้รวมของบริษัทคิดเป็น 22% ในปี 2560 กำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์และตราสารอนุพันธ์ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 34.5% ของรายได้รวมของบริษัทในปี 2560 มาจากธุรกรรมที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการให้บริการซื้อขายตราสารหนี้ ธุรกิจการซื้อคืนภาคเอกชน การออกใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ ธุรกิจตราสารอนุพันธ์นอกตลาด ตลอดจนการลงทุนของบริษัทในตราสารหนี้และตราสารทุน

ส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ตามมูลค่าการซื้อขายปรับตัวลดลงจาก 3.87% ในปี 2558 มาอยู่ที่ 3.76% ในปี 2559 ส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทในปี 2560 อยู่ที่ 3.27% โดยอยู่ในอันดับที่ 13 เมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม บริษัทมีฐานลูกค้าที่ซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตอยู่ในสัดส่วนที่สูงซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราค่านายหน้าค่อนข้างต่ำ ทำให้อัตราค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทลดลงจากระดับ 0.15% ในปี 2554-2555 มาอยู่ที่ระดับ 0.10% ในปี 2560 อย่างไรก็ตาม บริษัทมีสถานะทางการตลาดของตราสารอนุพันธ์ที่แข็งแกร่งโดยสามารถรักษาอันดับที่ 1 ในธุรกิจนายหน้าซื้อขายตราสารอนุพันธ์ตามมูลค่าการซื้อขาย (TFEX) มาตั้งแต่ปี 2556 โดยส่วนแบ่งทางการตลาดในธุรกิจนายหน้าซื้อขายตราสารอนุพันธ์ตามมูลค่าการซื้อขายของบริษัทอยู่ที่ 12.12% ในปี 2560 อีกทั้งบริษัทยังเป็นผู้บุกเบิกในเรื่องการออกใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในประเทศไทยด้วย โดยบริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดด้านมูลค่าการซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์อยู่ในอันดับที่ 2 เมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมแม้ว่าการแข็งขันจะรุนแรงก็ตาม

ผลกำไรสุทธิของบริษัทในปี 2560 อยู่ที่ 888 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าผลกำไรสุทธิในปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 1,024 ล้านบาท การลดลงเล็กน้อยของผลกำไรสุทธิดังกล่าวเป็นผลมาจากรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์และตราสารอนุพันธ์ที่ปรับตัวลดลงและการปรับตัวลดลงของกำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท บริษัทยังคงสามารถรักษาอัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ยให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมได้มาตั้งแต่ปี 2558 โดยอัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ยของบริษัทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 อยู่ที่ 2.37% ตามอัตราส่วนที่ยังไม่ได้ปรับให้เป็นตัวเลขเต็มปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 1.65% ในช่วงเวลาเดียวกัน และในปี 2560 บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 5.7%

บริษัทมีสภาพคล่องที่เพียงพอและมีฐานะการเงินที่มีความยืดหยุ่น โดยบริษัทมีอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องต่อสินทรัพย์รวมอยู่ที่ระดับ 54.2% ณ เดือนธันวาคม 2560 ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทมีการลงทุนในตราสารที่เป็นที่ต้องการของตลาดจำนวนมาก อีกทั้งยังมีวงเงินกู้จากสถาบันการเงินอีกหลายแห่งด้วย

ถึงแม้ว่าบริษัทจะมีสถานะสภาพคล่องที่แข็งแกร่งและมีผลตอบแทนต่อสินทรัพย์อยู่ในระดับที่ดี แต่ส่วนของผู้ถือหุ้นต่อสินทรัพย์ที่ปรับตัวเลขแล้วของบริษัทปรับตัวลง โดยอัตราส่วนของส่วนของผู้ถือหุ้นต่อสินทรัพย์ที่ปรับตัวเลขแล้วลดลงจาก 76.3% ในปี 2558 มาอยู่ที่ 55.4% ในปี 2559 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 65% ในปี 2558 และ 60% ในปี 2559 อัตราส่วนของส่วนของผู้ถือหุ้นต่อสินทรัพย์ที่ปรับตัวเลขแล้วของบริษัทอยู่ที่ 40.8% ในปี 2560 ถึงแม้ว่าสัดส่วนของสถานะทุนของบริษัทจะต่ำลง แต่ทริสเรทติ้งเชื่อว่าสถานะทุนของบริษัทจะยังคงมีเพียงพอต่อการขยายธุรกิจในอนาคตและรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยบริษัทมีอัตราส่วนเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิต่อหนี้สินทั่วไปที่แข็งแกร่งที่ระดับ 42.79% ในปี 2560 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ทางการกำหนดให้บริษัทหลักทรัพย์ต้องดำรงไว้ที่ระดับ 7%

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" อยู่บนพื้นฐานการคาดการณ์ว่าบริษัทจะสามารถรักษาสถานภาพทางการตลาดในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เอาไว้ได้และยังคงมีรายได้ที่ไม่ได้มาจากค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ที่สม่ำเสมอแม้ว่าตลาดหลักทรัพย์ไทยยังมีความผันผวนอย่างมากก็ตาม นอกจากนี้ ยังคาดว่าบริษัทจะสามารถควบคุมความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดจากการให้สินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ การลงทุนในหลักทรัพย์ และการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ ได้

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

โอกาสในการปรับเพิ่มอันดับเครดิตของบริษัทมีค่อนข้างจำกัดในระยะ 12-18 เดือนข้างหน้า ในขณะที่การปรับลดอันดับเครดิตอาจเกิดขึ้นได้หากความสามารถในการทำกำไรของบริษัทลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง หรือบริษัทไม่สามารถรักษาสถานภาพทางการตลาดในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เอาไว้ได้ หรือบริษัทไม่สามารถรักษารายได้ที่สม่ำเสมอจากรายได้ที่บริษัทได้รับจากการจัดการกองทุนของบริษัทลูกเอาไว้ได้

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (KGI)
อันดับเครดิตองค์กร:                                                   A-
อันดับเครดิตตราสารหนี้:

หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ในวงเงินไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ไถ่ถอนภายใน 3 ปี   A-

แนวโน้มอันดับเครดิต:                                                   Stable

ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

ภาพข่าว: kgi บริจาคเงิน 20 ล้านช่วยผู้ประสบภัย

กรุงเทพฯ--5 ม.ค.--เคจีไอ ภาพข่าว นายแองเจลโล จอห์น ยิน คู ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) มอบเงินบริจาคจำนวน 20 ล้านบาทให้แก่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยคลื่นยักษ์ "สึนามิ" ทางภาคใต้ ที่ทำเน...

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อข่าวยอดนิยม

กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์ไทย การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย hotmai เพียวริคุ jobbkk ธนาคารไทยพาณิชย์ คาราบาว ดีแทค ไทยพาณิชย์ แจ่มใส เมเจอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 12car กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระทรวงสาธารณสุข การรถไฟแห่งประเทศไทย มิตซูบิชิ เมืองทอง ธนาคารทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซัมซุง มาม่า วันทูคอล ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ เวลาประเทศไทย ปตท ธอส บิ๊กซี กรมอุตุ กรมศุลกากร แม็คโคร ธนาคารกรุงศรี กระทรวงการคลัง