ข่าวประชาสัมพันธ์ Press Releases ข่าวย้อนหลัง หัวข้อข่าว บลอก

ฟิทช์ปรับเพิ่มอันดับเครดิตบมจ. ปูนซิเมนต์ไทย เป็น #A+(tha); แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร วันศุกร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๑ ๐๙:๔๑ น.
ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก
กรุงเทพฯ--9 ก.พ.--ฟิทช์ เรทติ้งส์

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศปรับเพิ่มอันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาว และอันดับเครดิตภายในประเทศของหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ ของ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เป็น 'A+(tha)' จาก 'A(tha)' แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

ในขณะเดียวกัน ฟิทช์ประกาศจัดอันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาวของหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิชุดใหม่ ของ SCC มูลค่ารวมไม่เกิน 3.0 หมื่นล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2565 ที่ 'A+(tha)' โดยเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ครั้งนี้จะนำไปใช้สำหรับชำระคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดและใช้สำหรับการลงทุนในอนาคต หุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ SCC เนื่องจากมีสถานะเท่าเทียมกับหนี้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิของ SCC

การปรับเพิ่มอันดับเครดิตสะท้อนถึงการที่ SCC แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่บริษัทฯ ได้รับจากการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ ระหว่างธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างกับธุรกิจเคมีภัณฑ์ รวมถึงสถานะการเงินที่ดีขึ้น ความแข็งแกร่งของธุรกิจเคมีภัณฑ์ประกอบกับค่าใช้จ่ายลงทุนที่ลดลงในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สถานะทางการเงินของบริษัทฯ ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ฟิทช์คาดว่า บริษัทฯ จะสามารถรักษาสถานะทางธุรกิจและการเงินให้อยู่ในระดับที่ดีนี้ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบริษัทฯ จะมีแผนการลงทุนขนาดใหญ่ในธุรกิจเคมีภัณฑ์ โดยฟิทช์มองว่าอันดับเครดิตที่ 'A+(tha)' ยังคงเป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับสถานะทางการเงินที่แข็งแรงอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่อาจเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ประมาณ 3 เท่า ในช่วงที่มีการขยายการลงทุน

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

อัตราส่วนหนี้สินที่ลดลง – ฟิทช์คาดว่า SCC จะสามารถรักษาอัตราส่วนหนี้สินสุทธิที่ปรับปรุงแล้วต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน (FFO adjusted net leverage) ไว้ได้ในระดับต่ำกว่า 2.8 เท่า ในช่วงสองถึงสามปีข้างหน้า กระแสเงินสดจากการดำเนินงานจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของธุรกิจเคมีภัณฑ์ รวมถึงความล่าช้าของการใช้จ่ายลงทุนในปี 2560 ส่งผลให้ FFO adjusted net leverage ลดลงมาอยู่ในระดับที่ 1.9 เท่า ณ สิ้นปี 2560 อัตราส่วนหนี้สินที่อยู่ในระดับต่ำในปัจจุบัน และการคาดการณ์ของฟิทช์ว่าบริษัทฯ จะรักษากระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ดีต่อไป น่าจะทำให้บริษัทฯ สามารถรองรับแผนการลงทุนจำนวน 1.8-1.9 แสนล้านบาท ในช่วงสามปีข้างหน้าได้ โดยแผนการลงทุนดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนที่ใช้ในโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) ในประเทศเวียดนาม ในกรณีที่บริษัทฯ ไม่มีค่าใช้จ่ายลงทุนที่สูง อัตราส่วนหนี้สินของบริษัทฯ น่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 2.0 เท่า

การกระจายความเสี่ยงในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ดีขึ้น – รายได้จากธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่เกิดจากการดำเนินการผลิตในภูมิภาคอาเซียน (ไม่รวมประเทศไทย) ในปี 2560 มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 21 ของรายได้จากธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างทั้งหมด จากเดิมร้อยละ 14 ในปี 2557 ฟิทช์คาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25-30 ในช่วงสามถึงห้าปีข้างหน้า การขยายโรงงานปูนซีเมนต์ในภูมิภาคอาเซียนเสร็จสมบูรณ์แล้วเมื่อไตรมาส 1 ของปี 2560 ซึ่งทำให้ SCC มีกำลังการผลิตปูนซีเมนต์นอกประเทศไทยรวม 10.5 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 31 ของกำลังการผลิตรวมของบริษัทฯ อย่างไรก็ตาม ฟิทช์คาดว่าการแข่งขันในตลาดปูนซีเมนต์ในภูมิภาคจะรุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งน่าจะสร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการในช่วงสองปีข้างหน้า

การกระจายความเสี่ยงในธุรกิจที่หลากหลาย – อันดับเครดิตของ SCC ยังได้รับการสนับสนุนจากการที่บริษัทฯ มีแหล่งที่มาของรายได้จากธุรกิจหลักที่หลากหลาย ได้แก่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ธุรกิจเคมีภัณฑ์ และธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีส่วนช่วยให้กระแสเงินสดของบริษัทฯ มีความสม่ำเสมอมากขึ้น รวมถึงการลดความเสี่ยงเฉพาะที่อาจเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง โดยในช่วงปี 2554-2555 ความต้องการปูนซีเมนต์ในตลาดภายในประเทศที่แข็งแรงได้ช่วยชดเชยวงจรธุรกิจขาลงของธุรกิจปิโตรเคมี ในขณะที่วงจรธุรกิจขาขึ้นของธุรกิจเคมีภัณฑ์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านสามารถชดเชยความต้องการปูนซีเมนต์ในระดับภายในประเทศที่อ่อนแอ

สถานะความเป็นผู้นำตลาด – SCC เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อันดับเครดิตของ SCC ได้รับการสนับสนุนจากสถานะความเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจหลักของบริษัทฯ โดย SCC มีกำลังการผลิตและส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและบางประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับกลุ่มสินค้าปูนซีเมนต์ กระเบื้องเซรามิก เคมีภัณฑ์ขั้นปลาย (โพลีโอเลฟินส์และพีวีซี) และกระดาษบรรจุภัณฑ์ ฟิทช์คาดว่า SCC จะสามารถรักษากำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ได้ที่ระดับ 6.5-7.5 หมื่นล้านบาทต่อปี และมีอัตราส่วนกำไรดังกล่าวต่อรายได้ (EBITDA Margin) ได้ที่ระดับร้อยละ 14-15 ในปี 2561-2562 โดยกำไรส่วนใหญ่ของ SCC ในปี 2561 น่าจะยังคงมาจากธุรกิจเคมีภัณฑ์ เนื่องจากธุรกิจปูนซีเมนต์น่าจะมีการฟื้นตัวที่ค่อนข้างช้า

ค่าใช้จ่ายลงทุนที่เพิ่มขึ้น – ฟิทช์คาดว่าค่าใช้จ่ายลงทุนของ SCC จะเพิ่มขึ้นเป็น 5-7 หมื่นล้านบาทต่อปี ในช่วงสามปีข้างหน้า จากเดิมที่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาทในช่วงปี 2559-2560 ฟิทช์คาดว่าค่าใช้จ่ายลงทุนในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และธุรกิจบรรจุภัณฑ์จะลดลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายลงทุนในธุรกิจเคมีภัณฑ์จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมาจากเงินลงทุนในโครงการ LSP ซึ่งคาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างในปี 2561 และมีการใช้เงินลงทุนต่อเนื่องจนถึงปี 2565 ทั้งนี้ ฟิทช์ได้รวมเงินลงทุนและหนี้สินของโครงการ LSP เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ SCC แม้ว่า SCC จะถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 71 ในโครงการดังกล่าว เนื่องจากฟิทช์คาดว่า SCC จะให้การสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่โครงการ LSP มีความล่าช้าหรือต้องใช้เงินลงทุนสูงขึ้นกว่าที่คาดไว้อย่างมีนัยสำคัญ ฟิทช์คาดว่า SCC จะตัดสินใจลงทุนอย่างมีเหตุผล โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของโครงการ

ความผันผวนของธุรกิจ – อันดับเครดิตยังพิจารณารวมถึงการที่ SCC ต้องเผชิญกับความผันผวนของธุรกิจเคมีภัณฑ์ ทั้งนี้ SCC มีอิทธิพลในการกำหนดราคาที่จำกัด เนื่องจากสินค้าหลักส่วนใหญ่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งถูกกำหนดราคาโดยอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

SCC มีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างในประเทศไทยที่จัดอันดับเครดิตโดยฟิทช์ ซึ่งได้แก่ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) (SCCC, 'A(tha)'/แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) และบริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) (TASCO, 'A-(tha)'/แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) โดย SCCC และ TASCO ประกอบธุรกิจหลักเพียงอย่างเดียว และ SCCC มีส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศต่ำกว่าบริษัทฯ SCC มีอันดับเครดิตที่สูงกว่าทั้งสองบริษัท แม้ว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อกระแสเงินสดจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน เนื่องจาก SCC มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่ามาก และมีการกระจายความเสี่ยงในหลากหลายธุรกิจ เมื่อเปรียบเทียบกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC, อันดับเครดิต 'AA(tha)' แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ, อันดับเครดิตโดยลำพัง 'AA-(tha)') ซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย SCC มีขนาดธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่เล็กกว่า แต่ดำเนินธุรกิจที่หลากหลายกว่า ซึ่งทำให้ SCC มีความเสี่ยงต่อความผันผวนของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม PTTGC มีอัตราส่วนหนี้สินที่ต่ำกว่า

สมมุติฐานที่สำคัญ
สมมุติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ
  • รายได้เติบโตในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ในปี 2561 โดยมาจากธุรกิจเคมีภัณฑ์เป็นหลัก และร้อยละ 7 ต่อปี ในปี 2562 โดยมาจากธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างเป็นหลัก
  • EBITDA Margin ลดลงมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 14-15 ในปี 2561-2562
  • ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุน 5-6.5 หมื่นล้านบาทต่อปี ในปี 2561-2562
  • อัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิ (Dividend Payout) ที่ระดับร้อยละ 40-50 ในปี 2561-2562
ปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคต
ปัจจัยบวก:
  • ฟิทช์ไม่คาดว่าจะมีการปรับเพิ่มอันดับเครดิต นอกเสียจากว่าจะมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการขยายธุรกิจเคมีภัณฑ์ในต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น การเปิดดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบของโครงการ LSP ในประเทศเวียดนาม
ปัจจัยลบ:
  • สถานะทางธุรกิจและการเงินของบริษัทฯ ที่อ่อนแอลง ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิที่ปรับปรุงแล้วต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน (FFO adjusted net leverage) อยู่ในระดับสูงกว่า 2 เท่า อย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ดำเนินธุรกิจปกติโดยไม่มีการลงทุน หรือสูงกว่าระดับ 3 เท่า ในช่วงที่มีการลงทุนขยายธุรกิจ
สภาพคล่อง

สภาพคล่องอยู่ในเกณฑ์ดี: สภาพคล่องของ SCC ได้รับการสนับสนุนจากเงินสดและเงินลงทุนเทียบเท่าเงินสด (ตามการปรับปรุงตัวเลขโดยฟิทช์) จำนวนประมาณ 5.8 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2560 กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งกว่า 5.5 หมื่นล้านบาทต่อปี และความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในประเทศ รวมถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ณ สิ้นปี 2560 บริษัทฯ มีหนี้ทั้งหมดจำนวน 2.1 แสนล้านบาท โดยร้อยละ 87 เป็นหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ สกุลเงินบาท โดยประมาณร้อยละ 31 ของหนี้ทั้งหมดจะถึงกำหนดชำระในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

รายละเอียดของอันดับเครดิตของ SCC ทั้งหมด มีดังนี้

-- ปรับเพิ่มอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-term Rating) เป็น 'A+(tha)' จาก 'A(tha)'; แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ

-- คงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้น (National Short-term Rating) ที่ 'F1(tha)'

-- ปรับเพิ่มอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ ที่ 'A+(tha)'

-- จัดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิชุดใหม่ มูลค่ารวมไม่เกิน 3.0 หมื่นล้านบาท ที่ 'A+(tha)'


ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

หุ้นกู้ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย มูลค่า 10,000 ล้านบาท เริ่มซื้อขายในตลาดตราสารหนี้ (BEX) 6 พ.ค. นี้

กรุงเทพฯ--4 พ.ค.--ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดร.สันติ กีระนันทน์ ผู้จัดการตลาดตราสารหนี้ (Bond Electronic Exchange- BEX) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ รับหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2548 ของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน...

ฟิทช์เพิ่มอันดับเครดิตหุ้นกู้ของบริษัทห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน) เป็น BBB-(tha)

กรุงเทพฯ--7 ม.ค.--ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเพิ่มอันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาวของหุ้นกู้มีหลักประกันบางส่วนชนิดทยอยคืนเงินต้นมูลค่ารวม 3.6 พันล้านบาท ของบริษัทห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกั...

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อข่าวยอดนิยม

กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์ไทย การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย hotmai เพียวริคุ jobbkk ธนาคารไทยพาณิชย์ คาราบาว ดีแทค ไทยพาณิชย์ แจ่มใส เมเจอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 12car กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระทรวงสาธารณสุข การรถไฟแห่งประเทศไทย มิตซูบิชิ เมืองทอง ธนาคารทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซัมซุง มาม่า วันทูคอล ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ เวลาประเทศไทย ปตท ธอส บิ๊กซี กรมอุตุ กรมศุลกากร แม็คโคร ธนาคารกรุงศรี กระทรวงการคลัง