ข่าวประชาสัมพันธ์ Press Releases ข่าวย้อนหลัง หัวข้อข่าว บลอก

นักเศรษฐศาสตร์นิด้าชี้ เศรษฐกิจไทยปี 61 เติบโต 4.0%-4.5% รับปัจจัยบวกทั้งในและนอกประเทศช่วยหนุน ดันดัชนีหุ้นพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง

ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ๑๐:๓๑ น.
ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก
กรุงเทพฯ--29 ธ.ค.--เอ็ม ที มัลติมีเดีย

ผู้อำนวยการหลักสูตร MPPM NIDA มองภาครัฐยังต้องเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 61 เสริมการท่องเที่ยวและการส่งออกที่เฟื่องฟูตามปัจจัยและกำลังซื้อจากภายนอกประเทศ แนะรัฐเร่งรัดลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ประโยชน์จาก AEC และ FTA กับยุโรป คาดปี 61 เติบโตได้ 4.0% - 4.5% หนุนตลาดทุนร้อนแรงดันดัชนีอยู่ในกรอบ 1,875 – 1,925 จุด สูงสุดนับตั้งแต่ที่มีการเปิดตลาดหลักทรัพย์ฯ มา

รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน สำหรับนักบริหาร (MPPM Executive program) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 61 ยังเติบโตได้ 4.0% - 4.5% จากปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตได้ประมาณ 3.8% เนื่องจากแนวโน้มต่างประเทศส่งสัญญาณเชิงบวกทั้งจากฝั่งยุโรปที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวจากความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และการคงมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ รวมถึงสัญญาณการทำ FTA กับประเทศไทย ซึ่งเป็นผลเชิงบวกต่อภาคการค้าและภาคการส่งออกของไทยขณะเดียวกันทางสหรัฐอเมริกา ที่คาดว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดีเช่นกันจากการดำเนินนโยบายปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 21% ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป ที่ช่วยกระตุ้นการลงทุนให้เพิ่มสูงขึ้นและประเมินว่า เฟด จะประกาศปรัรบดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.5% อีก 2-3 ครั้งในปี 2561 นี้

ส่วนคู่ค้าสำคัญของไทยอย่างประเทศญี่ปุ่น ก็มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายประการที่จะต้องดำเนินการต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการ QE และประเทศจีนมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมเงินทุนไหลออก มาตรการกระตุ้นการบริโภคภายใน ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตต่อเนื่องได้อีกหลายปีโดยประมาณ 6.5% – 7% และอาเซียนซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย ถือครองสัดส่วนการส่งออกของไทยมากถึง 25.7% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ก็ส่งสัญญาณเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV เฉลี่ยแล้วตลอดทั้งปี กลุ่มอาเซียนมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 6%

นอกจากนี้ กระแสความนิยมของประเทศไทยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต่างประเทศ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวขยายตัวถึง 20.9% ส่วนในแง่รายได้เติบโต 24.4% โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ที่ยังให้ความสนใจเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นอันดับ 1 รองจากยุโรป ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้ว่า ปัจจัยภายดังกล่าวจะเป็นผลเชิงบวกต่อภาคการท่องเที่ยว และภาคการส่งออกของไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งประเมินว่าในปี 61 ภาคการส่งออกของไทยจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 6%

ผู้อำนวยการหลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน MPPM NIDA กล่าวว่า ส่วนปัจจัยบวกในประเทศนั้นภาครัฐ ยังคงใช้นโยบายการคลังเพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเร่งการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 60 ที่ยังคงค้างอยู่และจัดตั้งงบประมาณปี 61 ที่สูงถึง 2.9 ล้านล้านบาท รวมถึงงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่มีมากถึง 1.9 ล้านล้านบาท เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศที่มุ่งเป้าไว้ให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง โดยภาครัฐมีโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาลหลายโครงการ ที่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยก่อให้เกิดการจ้างงานและรายได้ให้เพิ่ม นอกจากนี้การกำหนดการเลือกตั้งจะส่งผลเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นในสายตาต่างประเทศและบรรยากาศในการลงทุน และมีผลต่อการขับเคลื่อนภาคการลงทุนที่ขอผ่านทาง BOI ได้อีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องระมัดระวังในปี 61 คือ เศรษฐกิจฐานรากของไทยที่ยังฟื้นตัวช้ากว่าที่เป็น เพราะสัดส่วนหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงอยู่ แม้ว่าภาครัฐจะเร่งรัดลงทุนหลายโครงการเป็นจำนวนมาก แต่การกระจายตัวเม็ดเงินของรายได้ยังไม่ดีนัก รวมถึงการกระจายตัวของประโยชน์จากนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร และ SMEs ซึ่งหากสามารถดำเนินการแก้ไขในจุดเหล่านี้ได้ เชื่อมั่นว่าจะเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 61 สดใสมากขึ้น

"เรามองภาพรวมปีหน้า หากรัฐบาลลุยขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยงบลงทุนผ่านการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดิน การเร่งดำเนินการโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมชัดเจน ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นด้วยการเลือกตั้ง มาตรการช่วยเหลือ SMEs และเกษตรกร และเงื่อนไข AEC ที่ยังคงเป็นโอกาสและเป็นผลเชิงบวกต่อการลงทุนให้กับประเทศได้ คาดว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะโตได้ดีกว่าปีนี้อย่างแน่นอน" รศ.ดร.มนตรี กล่าว

ขณะที่การคงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังมีแนวโน้มทรงตัวที่ระดับ 1.5% ส่วนระดับอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอยู่ในช่วง 1.0% – 1.5% และค่าเงินบาทคาดว่าจะอยู่ในระดับ 31 – 33 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ และ SET index น่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,875 – 1,925 จุด นับว่าเป็นสถิติของตลาดหลักที่สูงที่สุดตั้งเปิดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2518 เป็นต้นมา


ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

นักเศรษฐศาสตร์นิด้าแนะ "ประชาวิวัฒน์" เน้นการแก้ที่ยั่งยืน เป็นระบบ และมีรูปธรรม

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) แนะแนวทางโครงการนโยบายประชาวิวัฒน์ 3 มาตรการ 9 แนวทาง เป็นเพียงการดำเนินนโยบายภายใต้การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลควรจะมีกรอบ รวมทั้งแนวทางในการดำเนินนโยบายที่ชัดเจน...

การท่องเที่ยวฮ่องกงขานรับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล

การท่องเที่ยวฮ่องกงขานรับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล ซึ่งแถลงโดยมร. เฮนรี่ ถังเลขาธิการด้านการคลัง ในระหว่างการแถลงการณ์ด้านงบประมาณ นโยบายดังกล่าวได้กล่าวถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวว่าเป็นกุญแจหลักอันหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ...

ททท. รับกองทุน 20 ล้านช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวต่างชาติ

กรุงเทพฯ--4 ม.ค.--ททท. นางจุฑามาศ ศิริวรรณ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ททท. ได้รับการจัดสรรเงินจำนวน 20 ล้านบาทจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักงานนายกรัฐมนตรี โดยนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกอ...

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อข่าวยอดนิยม

กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์ไทย การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย hotmai เพียวริคุ jobbkk ธนาคารไทยพาณิชย์ คาราบาว ดีแทค ไทยพาณิชย์ แจ่มใส เมเจอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 12car กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระทรวงสาธารณสุข การรถไฟแห่งประเทศไทย มิตซูบิชิ เมืองทอง ธนาคารทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซัมซุง มาม่า วันทูคอล ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ เวลาประเทศไทย ปตท ธอส บิ๊กซี กรมอุตุ กรมศุลกากร แม็คโคร ธนาคารกรุงศรี กระทรวงการคลัง