ข่าวประชาสัมพันธ์ Press Releases ข่าวย้อนหลัง หัวข้อข่าว บลอก

เศรษฐกิจไทยปี 2549 ... แนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ๑๐:๑๖ น.
ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก
กรุงเทพฯ--10 พ.ย.--สำนักวิจัย ธนาคารไทยธนาคาร

สำนักวิจัย ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)   ได้เผยแพร่ มุมมองเศรษฐกิจและคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2549 แนวโน้มเติบโตต่อเนื่องและปรับประมาณการปี 2548 เพิ่มขึ้น   โดย ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ที่ปรึกษาสำนักวิจัย ธนาคารไทยธนาคาร มีความเห็นว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2549 ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2548 เพราะราคาน้ำมันจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงเช่นในปีที่ผ่านมา ประกอบกับประเทศต่างๆ เปิดเสรีทางการค้ามากขึ้น ช่วยเพิ่มปริมาณการค้าของโลก โดยเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียจะยังเป็นกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุด   โดยเฉพาะเศรษฐกิจของจีนจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 8.1-8.5% และอินเดียจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 6.9-7.4% โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิคเฉลี่ยที่ระดับ 6.3%

สำนักวิจัยมองว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ก็อยู่ในสถานการณ์ที่แต่ละประเทศจะต้องดำเนินนโยบายทางด้านเศรษฐกิจด้วยความรอบคอบ และมีมาตรการรองรับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น   โดยเฉพาะจากปัจจัยราคาน้ำมัน   เนื่องจากกำลังการผลิตน้ำมันดิบของโลกมีอยู่อย่างจำกัด ในขณะที่ความต้องการน้ำมันในตลาดโลกยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่แรงกดดันด้านราคาของน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งปีหลังของปี พ.ศ. 2549   ทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นต่อเนื่องจากปี 2548 โดยคาดว่า Fed Funds Rate มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเป็นร้อยละ   4.75 - 5.0 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2549   จากสิ้นปี 2548 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 4.25   และการระบาดของไข้หวัดนกที่ขยายจากเอเชียไปยังทวีปต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการเดินทางเกือบทั่วโลก   ตลอดจนปัญหาความไม่สมดุลระหว่างประเทศ   จากการที่สหรัฐขาดดุลบัญชีเดินสะพัดค่อนข้างสูง และต้องอาศัยเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศชดเชยการขาดดุลดังกล่าว ดังนั้นในระยะสั้นอุปสงค์ของสหรัฐอาจมีความผันผวน และส่งผลให้การส่งออกของประเทศในภูมิภาคเอเชียจะได้รับผลกระทบ

สำหรับเศรษฐกิจไทยปีหน้า ดร. อนุสรณ์ ที่ปรึกษาสำนักวิจัย ธนาคารไทยธนาคาร มองว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณร้อยละ 4.3 – 5.3 จากแรงขับเคลื่อนของการลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชน   และการส่งออก รวมทั้งการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ในขณะที่การบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวร้อยละ 4.0 – 5.0 ใกล้เคียงกับปี 2548   แม้ว่าการบริโภคจะได้รับผลกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ราคาน้ำมันแพง และถูกกดดันจากสัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น แต่ได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของการลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชน   รวมทั้งมาตรการเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล อาทิ การกระจายเงินตามโครงการเอสเอ็มแอลไปสู่หมู่บ้านต่าง ๆ จำนวน 77,000 หมู่บ้าน การปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน เป็นต้น

สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาสสามของปี 2548 และแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2548 ดีกว่าที่คาดการณ์ ผู้บริโภคและผู้ผลิตในประเทศได้ปรับตัวรับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่แท้จริง   ทำให้การบริโภคน้ำมันมีประสิทธิภาพมากขึ้น   ทั้งนี้สำนักวิจัยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อปี 2549 จะขยายตัวประมาณร้อยละ 3.5 – 5.0 ชะลอตัวลงจากปี 2548 เนื่องจากผลของนโยบายทางการเงินในการควบคุมเงินเฟ้อ และราคาน้ำมันในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2548   ในขณะที่ดุลการค้ามีแนวโน้มขาดดุลลดลง คาดการณ์ว่าจะขาดดุลระหว่าง 3.7-5.1 พันล้านดอลลาร์ ตามการชะลอตัวลงของการนำเข้า รายได้จากภาคบริการส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลลดลงและอาจจะเกินดุลเล็กน้อยได้ที่ระดับ 1.3 พันล้านดอลลาร์   อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษก็คือ ปัญหาการระบาดของโรคไข้หวัดนกอีกครั้ง ที่กระทบต่อการบริโภคและการส่งออกไก่ของไทย รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เพราะการแก้ปัญหาการระบาดของโรคไข้หวัดนกยังขาดประสิทธิภาพ   ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่   3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ปัจจุบันยังคงมีความรุนแรง จึงต้องใช้ความพยายามในควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ความรุนแรงแพร่ขยายออกไปยังจังหวัดอื่น ๆ จนกระทบต่อการลงทุนและการท่องเที่ยวของประเทศโดยรวม   รวมทั้งปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนซึ่งสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ให้กับภาคครัวเรือนยังขยายตัวต่อเนื่องในปี 2548 โดย ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ของปี 2548   ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 13.8   ดังนั้นการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์และการเพิ่มสูงขึ้นของค่าครองชีพจะส่งผลให้ภาคครัวเรือนมีความเสี่ยงฐานะทางการเงินมากยิ่งขึ้น

สำนักวิจัย มองว่าการลงทุนในโครงการ Mega Projects ในปี 2549   โดยเฉพาะในส่วนของระบบขนส่งมวลชน ที่อยู่อาศัย ทรัพยากรน้ำ และด้านคมนาคม ซึ่งมีวงเงินลงทุนรวมกันประมาณ 2.2 แสนล้านบาทในระยะ 4-5 ปี จะมีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง   ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดี เนื่องจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อยู่ในระดับสูงจนเกือบเต็มกำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรม เช่น ในหมวดกระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ ผลิตภัณฑ์เคมี ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ประกอบกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จากการกระตุ้นการส่งออกของภาครัฐ แนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังแข็งแกร่ง รวมทั้งผลของการจัดทำ FTA กับประเทศต่าง ๆ   ในขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในปี 2549 จะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังเห็นได้จากกิจการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2548 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2547 ทั้งด้านจำนวนกิจการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริม และจำนวนเงินลงทุน สำนักวิจัยมีความเห็นเพิ่มเติมว่า สำหรับการลงทุนในโครงการ Mega Projects นั้น จะต้องพิจารณาถึงประโยชน์ในการสนับสนุนการแข่งขันของประเทศ   การประหยัดการใช้พลังงาน รวมทั้งการสร้างความพร้อมในการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ ประกอบกับต้องให้ความสำคัญกับแหล่งเงินทุนด้วย โดยการเร่งระดมเงินออมในประเทศให้เพียงพอกับความต้องการ การส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ     ตลอดจนจะต้องมีการบริหารจัดการที่มีความโปร่งใส เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน อย่างไรก็ตาม โครงการ Mega Project อาจส่งผลต่อสภาพคล่องในระบบลดลงและกดดันให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น อันมีผลให้การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว นอกจากนี้ ยังอาจจะมีผลทำให้ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นหากไม่มีการบริหารจัดการการนำเข้าที่ดีพอ

สำนักวิจัย คาดว่า อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์จะปรับขึ้นอีกประมาณร้อยละ   1.0 -1.5 ในปี 2549   หลังจากที่ธนาคารพาณิชย์ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปแล้วหลายครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี   2548 เนื่องจากมีแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยเฉพาะแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)   การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรืออัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตร (อาร์/พี) ระยะ 14 วันของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสภาพคล่องในระบบที่มีแนวโน้มลดลง   ส่วนเงินฝากของธนาคารพาณิชย์จะขยายตัวประมาณร้อยละ   4.0 - 6.0 ต่ำกว่าการขยายตัวของสินเชื่อเล็กน้อย แม้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์จะปรับตัวสูงขึ้นมากในปี 2549   แต่ปริมาณเงินฝากจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นมากนัก   ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเคลื่อนย้ายเงินจากตลาดเงินสู่ตลาดทุน การระดมทุนในโครงการ Mega Projects   ตลอดจนการทยอยออกพันธบัตรประเภทต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐ สำหรับค่าเงินบาท สำนักวิจัยมองว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ 39.0 – 41.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินบาทได้แรงหนุนจากดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่ปรับตัวดีขึ้น การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ตลอดจนการดำเนินนโยบายทางการเงินเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ   อย่างไรก็ตามในบางช่วงเงินบาทอาจถูกกดดันจากการปรับตัวสูงขึ้นของ Fed Funds Rate รวมทั้งความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ที่ปรึกษาสำนักวิจัย ธนาคารไทยธนาคาร มองว่าการลงทุนในตลาดหุ้น มีแรงหนุนจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ยังแข็งแกร่ง และราคาน้ำมันในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น ประกอบกับมีหุ้นที่มีพื้นฐานดีเข้าตลาด   แต่จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น   จะส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นของไทยไม่สามารถปรับขึ้นได้มากนัก โดยกลุ่มหุ้นที่ยังน่าสนใจลงทุนได้แก่ กลุ่มสื่อสาร กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์   ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้อยู่ในทิศทางขาขึ้น   โดยในช่วงครึ่งแรกของปีอัตราผลตอบแทนมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในทุกช่วงอายุคงเหลือ ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น   ส่วนในช่วงครึ่งหลังของปี อัตราผลตอบแทนยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง และมีความผันผวนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี

สำนักวิจัยประเมินว่าการลงทุนในโครงการ Mega Projects ของรัฐบาลซึ่งมีวงเงินลงทุนถึงประมาณ 1.8-2.2 ล้านล้านบาท จะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นนับตั้งแต่ในปี 2549 เพราะจะมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 2.9 แสนล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 16 ของวงเงินในโครงการดังกล่าว และจะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง   โดยโครงการลงทุนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการลงทุนในระบบขนส่งมวลชนเฟสแรกซึ่งจะเปิดประมูลในช่วงต้นปี 2549 ด้วยวงเงินลงทุนรวมประมาณ 1.3 แสนล้านบาท สำนักวิจัยมองว่า แม้โครงการดังกล่าวจะมีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในด้านสนับสนุนการแข่งขันของประเทศ   การประหยัดการใช้พลังงาน รวมทั้งการสร้างความพร้อมในการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ แต่สิ่งสำคัญที่ภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญควบคู่ไปด้วยก็คือ ในเรื่องแหล่งที่มาของเงินทุน เพราะหากพิจารณาจากแหล่งที่มาของเงินทุน จะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่เป็นการกู้ยืมทั้งในประเทศและต่างประเทศ   ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันถึงร้อยละ 42 ของวงเงินทั้งหมด โดยเฉพาะการกู้จากต่างประเทศ จะมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และจะส่งผลกระทบให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น   ในขณะที่การกู้ยืมในประเทศจะต้องคำนึงถึงความเพียงพอของเงินออมในประเทศ โดยต้องเร่งส่งเสริมและสนับสนุนการออมในประเทศควบคู่ไปด้วย เพื่อไม่ให้ไปแย่งทรัพยากรจนส่งผลกระทบต่อการลงทุนของภาคเอกชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวมากเกินไป   ในขณะเดียวกันจะต้องมีการบริหารจัดการที่มีความโปร่งใส เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในบางโครงการ   เพื่อลดภาระการกู้ยืม--จบ--


ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

"Big Project สำหรับนักลงทุนรายใหญ่"

บสท. เปิดข้อมูลโครงการลงทุนมูลค่าเกิน 100 ล้านแก่นักลงทุน ขนทรัพย์กว่า 100 โครงการ จัดแคมเปญ “Big Project สำหรับนักลงทุนรายใหญ่” ดันยอดขายโค้งสุดท้ายปี 49 เปิดตลาดสนองความต้องการนักลงทุนทั้งไทยและเทศ หลังตัวเลขเศรษฐกิจและแนวโน้มการลงทุนไตรมาส ...

บลจ.บีที เปิดตลาดกองทุนรวม ออกกองแรก วันเดียวล้น รุกต่อกองสองต่อ กองทุนอิ่มบุญ

กรุงเทพฯ--24 พ.ค.--บลจ.บีที ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บีที จำกัด กล่าวถึงการเปิดตัว"กองทุนรวมไทยธรรมตราสารหนี้ 1" เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า ประชาชนให้การต้อนรับอย่างเกินความคาดหมาย จนจำหน่ายได้หมดภายในวันเดียว ...

ซีเนริโอ ขอเชิญสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าว "พระเอก-นางเอก" คู่ใหม่ของเมืองไทย

กรุงเทพฯ--6 ม.ค.--ซีเนริโอ ในวันเสาร์ที่ 8 มกราคมนี้ เวลา 13.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย ธนาคารไทยพานิชย์สำนักงานใหญ่ รัชโยธิน (เอส ซี บี พาร์ค) พบกับบรรยากาศการค้นหา "พระเอก-นางเอก" คู่ใหม่ของเมืองไทย พร้อมจับเข่าคุยกับ 4 คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ถกลเกียร...

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อข่าวยอดนิยม

กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์ไทย การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย hotmai เพียวริคุ jobbkk ธนาคารไทยพาณิชย์ คาราบาว ดีแทค ไทยพาณิชย์ แจ่มใส เมเจอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 12car กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระทรวงสาธารณสุข การรถไฟแห่งประเทศไทย มิตซูบิชิ เมืองทอง ธนาคารทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซัมซุง มาม่า วันทูคอล ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ เวลาประเทศไทย ปตท ธอส บิ๊กซี กรมอุตุ กรมศุลกากร แม็คโคร ธนาคารกรุงศรี กระทรวงการคลัง