ข่าวประชาสัมพันธ์ Press Releases ข่าวย้อนหลัง หัวข้อข่าว บลอก

ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตองค์กรและแนวโน้มอันดับเครดิต "เอ็น. ซี. เฮ้าส์ซิ่ง" ที่ "BBB/Stable"

ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร วันศุกร์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ ๐๘:๔๗ น.
ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก
กรุงเทพฯ--4 ก.พ.--ทริสเรทติ้ง

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จัดอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท เอ็น.ซี. เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ "BBB" พร้อมแนวโน้ม "Stable" หรือ "คงที่" โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงประสบการณ์ของบริษัทในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยระดับปานกลางถึงระดับล่าง ตลอดจนตราสัญลักษณ์ "บ้านฟ้า" และโครงสร้างทางการเงินที่ยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกดังกล่าวถูกลดทอนด้วยความเสี่ยงของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีการแข่งขันสูง   แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจที่ลดลง และความผันผวนที่ค่อนข้างสูง ในขณะที่แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable"   สะท้อนถึงความคาดหมายที่บริษัทจะยังคงมีความสามารถในการดำรงผลการดำเนินงานให้อยู่ในเกณฑ์ที่ทริสเรทติ้งคาดการณ์ไว้ในระยะปานกลาง แม้ว่าอัตราการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยคาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาระดับหนี้สินต่อทุนในระดับ 1 เท่าได้ในระยะปานกลาง

ทริสเรทติ้งรายงานว่า บริษัทเอ็น. ซี. เฮ้าส์ซิ่ง เป็นผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลางที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งก่อตั้งในปี 2537 โดยนาย นำชัย ตันฑเทอดธรรม โดยตั้งแต่การก่อตั้ง ตระกูลตันฑเทอดธรรม เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และกำหนดทิศทางธุรกิจของบริษัทมาโดยตลอด   ณ เดือนกันยายน 2547 ตระกูลตันฑเทอดธรรม มีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท 7.9% โดยมี นายสมเชาว์ ตันฑเทอดธรรม (ซึ่งเป็นบุตรของนายนำชัย) ดำรงตำแหน่งทั้งกรรมการผู้จัดการและเป็นผู้กำหนดนโยบาย ทิศทาง และกลยุทธ์ของบริษัท บริษัทพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้ตราสัญลักษณ์ "บ้านฟ้า" ซึ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ปานกลางถึงต่ำ ตราสัญลักษณ์ "บ้านฟ้า" เป็นที่ยอมรับในตลาดที่อยู่อาศัยในบริเวณตอนเหนือของกรุงเทพฯ ณ เดือนกันยายน 2547 บริษัทมีการพัฒนาโครงการบ้านที่อยู่อาศัย 27 แห่ง และส่งมอบบ้านแก่ลูกค้ามากกว่า 6,800 หลังในระยะเวลา 10 ปี โดยมีบ้านเดี่ยวเป็นสินค้าหลัก

ทริสเรทติ้งกล่าวว่า ปัจจุบันโครงการของบริษัทมีทั้งสิ้น 14 โครงการ จำนวน 3,090 หลัง มูลค่า 9,279 ล้านบาท ในปี 2547 บริษัทเปิดโครงการใหม่ 3 แห่งได้แก่ บ้านฟ้าปิยรมย์เฟส 7 (276 หลัง) บ้านฟ้ากรีนพาร์ค รอยัล ธนบุรีรมย์ (239 หลัง) และบ้านฟ้าริมหาด (93 หลัง) บริษัทวางแผนจะเปิดโครงการบ้านเดี่ยวอีก   2 โครงการคือ บ้านฟ้าปิยรมย์เฟส 8 (368 หลัง) และโครงการ บ้านฟ้าปิยรมย์เฟส 9 (190 หลัง) ในครึ่งแรกของ ปี 2548   ภายใต้ตราสัญลักษณ์ "บ้านฟ้า" โครงการบ้านฟ้าปิยรมย์เป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดและสร้างชื่อเสียงให้แก่บริษัท โดยมีเนื้อที่ทั้งสิ้น 893 ไร่ ตั้งในบริเวณตอนเหนือของกรุงเทพฯ และมีพื้นที่เหลืออีก 500 ไร่ที่สามารถพัฒนาต่อไปได้อีก 4-5 ปี   บริษัทได้ขยายการพัฒนาโครงการไปยังบริเวณตอนใต้และตะวันตกของกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยที่โครงการหลักของบริษัทยังคงอยู่ในบริเวณตอนเหนือ

บริษัทประสบความสำเร็จในการซื้อสินทรัพย์รอการขายของสถาบันการเงินมาพัฒนาโครงการ   ราคาบ้านจัดสรรของบริษัทและบริการรับจ้างบริหารชุมชนบ้านจัดสรรหลังปิดการขายสามารถแข่งขันได้ และได้สร้างชื่อเสียงให้แก่บริษัทในฐานะผู้นำตลาดบ้านระดับกลางถึงระดับล่างในบริเวณตอนเหนือของกรุงเทพฯ สินค้าของบริษัททั้งบ้านสร้างก่อนขาย บ้านขายระหว่างสร้าง และบ้านสั่งสร้างช่วยให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น บริษัทเข้ากระบวนการปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ในปี 2540 และได้ลงนามในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ในเดือนตุลาคม 2541 โดยมีมูลค่าหนี้ 1,246 ล้านบาทที่ไม่ได้รับการลดหย่อนเงินต้นแต่ได้รับการผ่อนผันระยะการชำระเงิน ส่งผลให้อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทอยู่ในระดับสูงถึง 121.4% ในปี 2543 ต่อมาปรับตัวดีขึ้นตามลำดับเป็น 57.0% ในปี 2546 และ 37.7% เมื่อสิ้นเดือนกันยายน 2547 ผลประกอบการในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาของบริษัทค่อนข้างน่าพอใจ โดย 9 เดือนแรกของปี 2547 มีรายได้รวม 1,743 ล้านบาท เทียบเท่ากับระดับประมาณ 73% ของรายได้ในปี 2546   อัตราการทำกำไรของบริษัทอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง   อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้จากการขายอยู่ที่ระดับ 12.0% สำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2547 ลดลงจาก 15.4% ณ เดือนธันวาคม 2546 อัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินทุนถาวรเพิ่มขึ้นจาก 10.8% ในปี 2544 เป็น 25.3% ในปี 2545 แต่ลดลงที่ 20.3% ในปี 2546 และ 7.3% (ไม่ได้ปรับเต็มปี)   สำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2547

การแข่งขันในตลาดบ้านจัดสรรในปี 2547-2548 ยังคงรุนแรงจากการที่ผู้ประกอบการหลายรายกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ในขณะเดียวกันกับที่อัตราดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน และราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นได้ส่งผลกระทบในด้านลบต่อความต้องการซื้อบ้านและความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ ทั้งนี้ กฎเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการวางเงินดาวน์สำหรับบ้านราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไปและความเข้มงวดที่ผู้ประกอบการจะต้องรายงานการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินทำให้ความสามารถในการจ่ายเงินของผู้ซื้อบ้านลดลงและจำกัดอุปทานของที่อยู่อาศัย ทริสเรทติ้งกล่าว--จบ--


ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

ทริสเรทติ้งยกเลิกอันดับเครดิตองค์กร "เอ็น.ซี. เฮ้าส์ซิ่ง"

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ประกาศยกเลิกอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท เอ็น.ซี. เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) ตามความประสงค์ของบริษัท เนื่องจากสัญญาจัดอันดับเครดิตได้สิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้น การยกเลิกอันดับเครดิตในครั้งนี้จึงมีผลให้การติดตามทบทวนผลการดำเนินงานของ บริษ...

เอสซี แอสเสท เผยแผนปี 48 ตั้งเป้าการเติบโต 30 % ผุด 5 โปรเจ็กต์ใหม่ มูลค่า 5,000 ล้านบาท ตอกย้ำผู้นำตลาดบ้านนวัตกรรมใหม่

กรุงเทพฯ--14 ก.พ.--พีอาร์ วัน เน็ทเวิร์ค เอสซี แอสเสท เผยทิศทางการดำเนินงานปี 48 ตั้งเป้าการเติบโตขยายตัวไม่ต่ำกว่า 30 % ตอกย้ำมืออาชีพด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เดินหน้าเปิด 5 โครงการใหม่ ย่านทำเลทอง ภายใต้ i-home Concept จับตลาดบ้านเดี่ยว, ทาวน์ฮ้าส์, คอน...

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อข่าวยอดนิยม

กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์ไทย การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย hotmai เพียวริคุ jobbkk ธนาคารไทยพาณิชย์ คาราบาว ดีแทค ไทยพาณิชย์ แจ่มใส เมเจอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 12car กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระทรวงสาธารณสุข การรถไฟแห่งประเทศไทย มิตซูบิชิ เมืองทอง ธนาคารทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซัมซุง มาม่า วันทูคอล ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ เวลาประเทศไทย ปตท ธอส บิ๊กซี กรมอุตุ กรมศุลกากร แม็คโคร ธนาคารกรุงศรี กระทรวงการคลัง