ข่าวประชาสัมพันธ์ Press Releases ข่าวย้อนหลัง หัวข้อข่าว บลอก

นักวิชาการด้านความเสี่ยง แนะภาคอุตสาหกรรมไทยต้องใส่ใจเทคฯการจัดการฉุกเฉิน พร้อมชี้ 3 ความเสี่ยงภัยพิบัติครึ่งหลังปี 62 แล้ง น้ำท่วมฉับพลัน ฝุ่นจิ๋วพีเอ็ม ภาคอุตฯ ควรทำแผนรับมือ

ปฏิทินข่าวและข่าวกิจกรรม วันจันทร์ที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ๑๗:๕๑ น.
ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก
กรุงเทพฯ--9 ส.ค.--เจซีแอนด์โค พับลิครีเลชั่นส์
  • วิศวะจุฬาฯจับมือญี่ปุ่น นำแนวคิดระบบแอเรีย – บีซีเอ็มรับมือน้ำท่วมในนิคม พร้อมเตรียมเปิดตัวครั้งแรกในงานMaintenance & Resilience ASIA 2019

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ภาคอุตสาหกรรมไทยยังขาดระบบการบริหารความเสี่ยงด้านภัยพิบัติที่มากพอ ซึ่งส่งผลให้แต่ละครั้งที่เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ มักมีผลกระทบถึงความต่อเนื่องในการดำเนินงาน เช่น การผลิต ผลกระทบต่อความต่อความเชื่อมั่น พร้อมเผยในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 ภาคอุตสาหกรรมควรหันมาให้ความสนใจและวางแผนในเรื่องความเสี่ยงทางอุตสาหกรรมจากภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วมฉับพลัน ความแห้งแล้ง และฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 อย่างไรก็ตามเพื่อลดปัญหาความเสี่ยงจากภัยพิบัติจึงได้ร่วมมือกับ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น และสถาบันเทคโนโลยีแห่งนาโงยะ นำแนวคิด Area-Business Continuity Management (Area-BCM) หรือแนวคิดการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจระดับพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่น มาพัฒนาเป็นระบบรับมือสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทย ซึ่งได้เริ่มทดลองในสวนอุตสาหกรรมโรจนะเป็นที่แรก และจะมีการเปิดตัวระบบการทำงานอย่างเป็นทางการในงาน Maintenance & Resilience ASIA 2019 หรือ MRA 2019 ซึ่งจัดโดยสมาคมบริหารจัดการประเทศญี่ปุ่น (JMA) วันที่ 2 – 4 ตุลาคมนี้

ดร.ณัฏฐ์ ลีละวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มวิจัยระบบสารสนเทศการจัดการภัยพิบัติและความเสี่ยง และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาครัฐและโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทยได้มีการนำเอาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการผลิตเข้ามาใช้ในระบบอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น แต่จากข้อมูลกลับพบว่าโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งยังไม่มีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงด้านภัยพิบัติที่มากพอ ส่งผลให้ทุกครั้งที่เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลัน หรือภัยพิบัติในด้านอื่น ๆ มักจะเกิดผลกระทบต่อระบบการผลิตทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องและหลายธุรกิจจำเป็นต้องหยุดชะงัก ทั้งยังส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ของประเทศ กระทบความเชื่อมั่นในการลงทุนและลดโอกาสทางธุรกิจ ด้วยเหตุนี้ โรงงานอุตสาหกรรมทุกขนาดรวมทั้งกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี จึงควรมีการสรรหาเทคโนโลยีเพื่อรองรับหรือป้องกันผลกระทบดังกล่าว รวมถึงมีแผนในการบริหารความเสี่ยงเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน (Business Continuity Management) ให้มากขึ้น ซึ่งยังเป็นผลดีในด้านการลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรักษาที่ในภาพรวมมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี

ดร.ณัฏฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 นี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยควรหันมาให้ความสนใจและวางแผนในเรื่องความเสี่ยงทางอุตสาหกรรมโดยเฉพาะจากภัยพิบัติ 3 ประเภทได้แก่

  • ภัยแล้ง โดยเฉพาะในปีนี้ด้วยเหตุจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตเนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภทจำเป็นจะต้องใช้น้ำเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิต โดยคาดว่าพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบมากจะเป็นพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอาจมีผลกระทบต่อพื้นที่ภาคตะวันออก เช่น เขตอีอีซีคือ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา
  • น้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งอาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในระดับที่รุนแรง แต่อาจมีผลในด้านความล่าช้าและความต่อเนื่องทั้งในการกระจายสินค้า การผลิต รวมถึงผลกระทบที่มีต่อเครื่องจักรและความปลอดภัย ส่วนปัญหาอุทกภัยคาดว่าปีนี้จะไม่อยู่ในระดับวิกฤติ เนื่องด้วยข้อมูลการระบายของน้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ และข้อมูลสภาพภูมิอากาศที่ไม่น่ากังวลมากนัก
  • ปัญหาฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 โดยเฉพาะในช่วงปลายปี (พฤศจิกายน – ธันวาคม) จนยาวไปถึงต้นปีถัดไปที่อาจจะมีความรุนแรง โดยโรงงานอุตสาหกรรมควรมีแผนควบคุมมลพิษที่เกิดจากกระบวนการผลิต รวมทั้งการจัดการหากสภาวะดังกล่าวอยู่ในขั้นวิกฤติ ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของบุคลากรหรือผู้ใช้แรงงาน

ดร.ณัฏฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้ง วิทยาลัยประชากรศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี หลักสูตรสหสาขาวิชาการจัดการความเสี่ยง และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือไจก้า(JICA) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งนาโงยะ (Nagoya Institute of Technology) ประเทศญี่ปุ่น นำแนวคิด Area-Business Continuity Management (Area-BCM) หรือแนวคิดการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจระดับพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการคำนึงถึงทรัพยากรและหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและเอกชนมาปรับใช้กับภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยสำหรับรับมือผลกระทบด้านอุทกภัย

โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ร่วมวิจัยและพัฒนาแบบจำลองการบริหารจัดการน้ำร่วมกับศูนย์อุทกภัยและจัดการความเสี่ยงระดับประเทศ (ICHARM) ของประเทศญี่ปุ่นและหน่วยงานภาครัฐของไทย เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย, กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น พร้อมนำข้อมูลมาวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านอุทกภัย ผลกระทบทางธุรกิจ ความเสี่ยงด้านสังคม และจัดทำแบบจำลองน้ำท่วมที่มีความแม่นยำ และแชร์ข้อมูลให้กับองค์กรและชุมชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการยกระดับความปลอดภัยในภาคอุตสาหกรรมและชุมชน และทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินการไปได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ได้เริ่มศึกษาและวางแผนการพัฒนาในพื้นที่ศึกษาสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักจากมหาอุทกภัยในปีพ.ศ. 2554 และคาดว่าการพัฒนาระบบจะเสร็จสมบูรณ์และพร้อมใช้ในนิคมอุตสาหกรรมอื่น ๆ อย่างเป็นทางการประมาณปี 2565 เพื่อให้เป็นต้นแบบระบบสำหรับใช้ในการต่อยอดการพัฒนาสำหรับรับมือภัยแล้งหรือปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และภัยพิบัติในด้านอื่น ๆ ต่อไป

อย่างไรก็ดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะนำโมเดล Area - BCM ไปร่วมจัดแสดงในงาน "Maintenance & Resilience ASIA 2019" (MRA2019) ซึ่งจัดโดยสมาคมบริหารจัดการประเทศญี่ปุ่น (JMA) ร่วมกับบริษัท เอ็กซโปซิส โดยได้ร่วมมือกับภาครัฐบาลไทย เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นนิทรรศการแสดงเทคโนโลยี นวัตกรรม เกี่ยวกับการอุตสาหกรรม ระบบโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำซึ่งจัดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นมาแล้วเกือบ 60 ปี และจะถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 2-4 ตุลาคม 2562 โดยนอกจาก Area – BCM แล้ว ยังมีภาครัฐ – เอกชนนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาร่วมจัดแสดง ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นอีกงานที่ผลักดันให้ภาคการผลิต อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานมีศักยภาพที่ดีกว่าเดิม

ด้าน นายทาดาชิ โยชิดะ ประธานสมาคมบริหารจัดการประเทศญี่ปุ่น หรือ JMA กล่าวว่า JMA ได้จัดงาน Maintenance & Resilience Tokyo ในประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลาเกือบ 60 ปีแล้ว จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของอุปกรณ์ เทคโนโลยี และโซลูชั่นในการบำรุงรักษาโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย และนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่ชัดเจนของรัฐบาลไทย จึงเป็นตัวผลักดันให้ JMA ริเริ่มจัดงาน Maintenance & Resilience ASIA 2019 ณ ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 2 – 4 ตุลาคมขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับอตสาหกรรมประเทศญี่ปุ่น คำว่า Maintenance ไม่ใช่การซ่อมเพื่อให้ใช้งานได้ แต่คือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในระบบกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต งานดังกล่าวจึงมุ่งเป้าไปที่การนำเสนอนวัตกรรม เทคโนโลยี ระบบ AI , IoT , Sensor Robotics และโซลูชั่นล้ำสมัยสำหรับการบริหารและวางแผนงานบำรุงรักษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเป็นกุญแจสู่การผลิตและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะสำหรับประเทศไทยและอาซียน นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงสินค้า การประชุมวิชาการ การสร้างเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจอันจะนำมาซึ่งคุณประโยชน์มหาศาลแก่อุตสาหกรรมและคมนาคมของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการปรับตัวเพื่อมุ่งสู่การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรอันชาญฉลาด ซึ่งจะช่วยในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ตลอดจนเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนอย่างเวียดนาม เมียนมา มาเลซีย กัมพูชา ซึ่งเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาคนี้อีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท เอ็กซโปซิส จำกัด โทรศัพท์ 02 – 5590856 อีเมล์ Info@exposis.co.th


ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญสื่อมวลชนร่วมงานเสวนา เรื่อง "ชีวจริยธรรมกับสังคม"

กรุงเทพฯ--4 ม.ค.--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญร่วมการเสวนาเรื่อง"ชีวจริยธรรมกับสังคม" วันพุธที่ 19 มกราคม 2548 ณ ห้อง 302 ชั้น3 อาคารมหามกุฏ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ จัดโดย โครงการชีวจริยธรรมกับสังคม และคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำหนดการ 13.00 น. ล...

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อข่าวยอดนิยม

กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์ไทย การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย hotmai เพียวริคุ jobbkk ธนาคารไทยพาณิชย์ คาราบาว ดีแทค ไทยพาณิชย์ แจ่มใส เมเจอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 12car กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระทรวงสาธารณสุข การรถไฟแห่งประเทศไทย มิตซูบิชิ เมืองทอง ธนาคารทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซัมซุง มาม่า วันทูคอล ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ เวลาประเทศไทย ปตท ธอส บิ๊กซี กรมอุตุ กรมศุลกากร แม็คโคร ธนาคารกรุงศรี กระทรวงการคลัง