ข่าวประชาสัมพันธ์ Press Releases ข่าวย้อนหลัง หัวข้อข่าว บลอก

ผลสำรวจคอร์น เฟอร์รี่ เผย นักลงทุนในเอเชียแปซิฟิก เห็นพ้องผู้นำองค์กรส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ทันกับอนาคต

ปฏิทินข่าวและข่าวกิจกรรม วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ๑๐:๕๐ น.
ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก
กรุงเทพฯ--16 พ.ค.--วิวาลดี้ อินทิเกรเต็ด พับลิค รีเลชั่นส์

การศึกษาเรื่อง "ผู้นำที่ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลง" ชี้ว่ามีผู้นำไม่ถึง 2 ใน 10 ที่มีทักษะจำเป็น เพื่อจะนำองค์กรให้รับมือกับความท้าทายในอนาคต

การศึกษาครั้งสำคัญโดย คอร์น เฟอร์รี่ (รหัสในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก: KFY) ซึ่งดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนเกือบ 800 รายและทำการวิเคราะห์โดยละเอียดกับผู้นำองค์กรธุรกิจมากกว่า 150,000 ราย รายงานผลว่า ผู้นำองค์กรส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมสำหรับการเตรียมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

ผลสำรวจ "ผู้นำที่ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลง (The Self-Disruptive Leader*)" โดย คอร์น เฟอร์รี่ ได้สำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนทั่วโลกจำนวน 795 คน ซึ่งผลปรากฏว่า นักลงทุนในเอเชียแปซิฟิกมากกว่า 2 ใน 3 (69%) ระบุว่าผู้นำองค์กรธุรกิจเอกชนในปัจจุบันยัง "ไม่มีคุณสมบัติที่ดีพอ" สำหรับธุรกิจในอนาคต

ผลการวิเคราะห์ที่ได้มีความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้นำองค์กรมีความสำคัญต่อนักลงทุน ซึ่งไม่เฉพาะในเอเชียแปซิฟิก แต่รวมถึงทั่วโลก โดยนักลงทุนกว่า 78% ยืนยันว่าผู้บริหารระดับสูงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการตัดสินใจลงทุนของบริษัท และนักลงทุนกว่า 83% อ้างว่า ผู้บริหารระดับสูงที่มีความสามารถโดดเด่นยิ่งมีความจำเป็นอย่างมากต่อการสร้างความสำเร็จขององค์กรในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

นักลงทุนทั่วโลกต่างเล็งเห็นถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วนของการสร้างผู้นำที่พร้อมสำหรับอนาคต โดยนักลงทุนราว 2 ใน 3 (66%) กล่าวว่า พวกเขาให้คุณค่ากับวิสัยทัศน์และการเดินหน้าสู่เป้าหมายในอนาคตมากกว่าประสิทธิภาพการทำงานในอดีต และ 69% ระบุว่าความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงจะยิ่งทำให้ภาวะผู้นำทวีความสำคัญต่อประสิทธิภาพการทำงานของบริษัทในช่วง 3 ปีข้างหน้า

ในการศึกษาหัวข้อ "ผู้นำที่ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลง (The Self-Disruptive Leader)" โดย คอร์น เฟอร์รี่ (และข้อมูลการให้เหตุผลเพิ่มเติมจากนักลงทุน) ได้มีการสอบถามข้อมูลอย่างละเอียดจากผู้นำองค์กรธุรกิจจำนวน 150,000 รายทั่วโลก ผลลัพธ์ที่ได้นั้นยังน่าวิตกกังวล กล่าวคือ การวิเคราะห์เผยให้เห็นว่าโดยเฉลี่ยทั่วโลก รวมถึงเอเชียแปซิฟิก มีผู้บริหารเพียง 15% เท่านั้น ที่มีคุณสมบัติของผู้นำที่ดีเยี่ยมสำหรับโลกธุรกิจที่ผันผวนอย่างรวดเร็วเช่นทุกวันนี้

ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ผู้นำส่วนใหญ่ยังไม่มีความสามารถในการตัดสินใจและการดำเนินงานที่ฉับไวอย่างชาญฉลาด รวมไปถึงการกระตุ้นพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งทั้งหมดล้วนจำเป็นต่อการสร้างหลักประกันการอยู่รอดขององค์กรในอนาคต

ดร. มานะ โลหะเทพานนท์ กรรมการผู้จัดการ คอร์น เฟอร์รี่ ประเทศไทย กล่าวว่า"บริษัทต่าง ๆ ล้วนมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการบ่มเพาะผู้นำแห่งอนาคต ซึ่งในการอุดช่องว่างของภาวะผู้นำนั้น ธุรกิจต่าง ๆ มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องปฏิวัติแนวทางการฝึกอบรม ยกระดับทักษะของผู้จัดการระดับกลางที่มีศักยภาพ และสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมพนักงานทุกระดับให้กระตือรือร้นต่อการแข่งขันและการคิดค้นนวัตกรรมใหม่"

จากการศึกษาเรื่อง "ผู้นำที่ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลง (The Self-Disruptive Leader)" ทำให้ทราบว่า เราจำเป็นต้องมีต้นแบบใหม่ของภาวะผู้นำแห่งอนาคต เมื่อพิจารณาต่อยอดจากคุณสมบัติของภาวะผู้นำในปัจจุบันที่ต้องมีความฉับไว ทันต่อโลกยุคดิจิทัล และมีความสามารถที่ครอบคลุม ผู้นำที่ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงยังต้องมีทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคตในด้านต่าง ๆ อีกด้วย นั่นคือ ADAPT อันได้แก่ Anticipate (การคาดการณ์), Drive (การขับเคลื่อน), Accelerate (การกระตุ้น),Partner (พันธมิตร) และ Trust (ความเชื่อมั่น)

"ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา เหล่าผู้นำต่างถูกสอนว่า การควบคุม ความต่อเนื่อง และการปิดช่องโหว่ให้สมบูรณ์ คือหลักการของภาวะผู้นำทางธุรกิจ แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แบบพลิกฝ่ามือที่เกิดขึ้นกับสภาพธุรกิจทั่วโลกทำให้ไม่มีแบบแผนของความสำเร็จที่ตายตัวอีกต่อไป อีกต่อไป" เดนนิส บัลซ์ลีย์ นักปฏิบัติงานฝ่าย Global Solution Leader For Leadership Development ของคอร์น เฟอร์รี่ และผู้ร่วมผลิตเอกสารรายงานฉบับใหม่ The Self-Disruptive Leader กล่าว

งานศึกษาให้ข้อเสนอแนะว่า แรงผลักดันที่ก่อให้เกดการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน ในด้านเทคโนโลยี โลกาภิวัฒน์ ประชากร และพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน กำลังเผยให้เห็นถึงข้อจำกัดของคุณสมบัติของผู้นำแบบเดิมๆ ที่สืบทอดกันมาทั่วโลก

"ในขณะที่เรากำลังก้าวสู่ยุคแห่งเทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน บรรดาคู่แข่งธุรกิจก็มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วกว่าในอดีตเช่นกัน ผู้นำที่ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงให้สอดรับกับตลาดได้อย่างต่อเนื่อง จึงถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ ภายใต้สภาพการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงเช่นปัจจุบัน แต่ก็ไม่ใช่ผู้นำธุรกิจทุกรายจะพร้อมสำหรับความท้าทายนี้" ดร. มานะ โลหะเทพานนท์ กล่าวปิดท้าย

ข้อมูลเปรียบเทียบของตลาดต่าง ๆ ในเอเชียแปซิฟิก
  • ฮ่องกง สิงคโปร์ และอินเดีย มีสัดส่วนผู้นำที่ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงสูงสุด โดยมีสัดส่วนสูงสุดทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ด้วยสัดส่วนผู้นำที่พร้อมสำหรับอนาคตสูงถึง 17% ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่มีทักษะในด้าน ADAPT ที่จำเป็นต่อความสำเร็จในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
  • นักลงทุนในเอเชียแปซิฟิกรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนผู้นำที่พร้อมสำหรับอนาคต มากที่สุดคือที่ประเทศจีน โดยนักลงทุนกว่า 82% กล่าวว่าผู้นำที่มีแนวคิดแบบเก่านั้นไม่เหมาะสมกับโลกอนาคต เช่นเดียวกับนักลงทุนในญี่ปุ่นที่วิตกกังวลมากไม่ต่างกัน (80%) ขณะเดียวกัน นักลงทุนในฮ่องกงและสิงคโปร์วิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะผู้นำในปัจจุบันน้อยที่สุด โดยราวครึ่งหนึ่งกล่าวว่า ผู้นำยังไม่พร้อมสำหรับอนาคต (54% และ 51% ตามลำดับ)
  • นักลงทุนทั่วเอเชียแปซิฟิกเห็นว่า ผู้ที่มีความสามารถถือเป็นปัจจัยสำคัญเบื้องต้น โดยเฉพาะในออสเตรเลีย ซึ่งนักลงทุนกว่า 92% กล่าวว่า ซีอีโอมีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่บริษัทจะตัดสินใจลงทุน ส่วนนักลงทุนชาวจีนพิจารณาถึงปัจจัยนี้น้อยที่สุดในภูมิภาค โดยมี 70% ระบุว่าซีอีโอมีความสำคัญมาก
  • นักลงทุนในเอเชียแปซิฟิกมีความตระหนักร่วมกันเกือบเป็นเอกฉันท์ถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์นี้ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ทั้งในจีน (96%) อินโดนีเซีย (91%) สิงคโปร์ (91%) และอินเดีย (90%) เชื่อว่าองค์กรต่าง ๆ กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายเพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
  • ความต้องการผู้นำที่พร้อมสำหรับอนาคตแทบจะเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับตลาดบางแห่ง โดยนักลงทุนในฮ่องกง (66%) และสิงคโปร์ (69%) มากกว่า 2 ใน 3 ให้คุณค่ากับวิสัยทัศน์และการเดินหน้าสู่เป้าหมายแห่งอนาคตมากกว่าประสิทธิภาพการทำงานในอดีต โดยมากที่สุดคือญี่ปุ่น (78%) มีเพียงอินโดนีเซียที่ต้านกระแสและเป็นตลาดแห่งเดียวในภูมิภาคที่นักลงทุนน้อยกว่าครึ่ง (46%) ให้คุณค่ากับวิสัยทัศน์มากกว่าประสิทธิภาพการทำงานในอดีต
  • นักลงทุนทั่วเอเชียแปซิฟิกตระหนักว่า ความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงจะยิ่งเพิ่มความต้องการผู้นำที่มีประสิทธิภาพในอนาคตอันใกล้ โดยนักลงทุนในมาเลเซียเน้นย้ำเรื่องนี้มากที่สุด กว่า 77% กล่าวว่าความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงจะทำให้ภาวะผู้นำทวีความสำคัญต่อประสิทธิภาพการทำงานของบริษัทในช่วง 3 ปีข้างหน้า ตามมาด้วยออสเตรเลียซึ่งมีนักลงทุนมากเป็นอันดับ 2 (76%) ที่เน้นย้ำเรื่องนี้ กระนั้น ในภูมิภาคนี้ยังมีตลาดบางแห่งที่สงสัยต่อแนวคิดนี้ โดยนักลงทุนในอินเดียและอินโดนีเซียตระหนักถึงความสำคัญของภาวะผู้นำน้อยที่สุด โดยมีมากกว่าครึ่งเพียงเล็กน้อย (54%) ที่กล่าวว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ

  • ขนาดตัวอักษร: ใหญ่ กลาง เล็ก

    ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

    สมเด็จพระเทพฯ ทรงแนะต้องพัฒนาการบริหารวิทย์ให้ทันกับโลก

    กรุงเทพฯ--26 ต.ค.--วทท. สมเด็จพระเทพฯ ทรงเปิดงานสัปดาห์วิทย์ ตรัสวิทย์และเทคโนโลยีเป็นตัวการทำให้โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีบางอย่างมีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์ ทรงแนะพัฒนาการบริหารให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือทั้งในระดับภู...

    สหกรณ์เคหสถานราชนาวี จำกัด เปิดรับคำขอกู้สามัญได้ตั้งแต่บัดนี้

    กรุงเทพฯ--4 ม.ค.--สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ ตามที่ สหกรณ์เคหสถานราชนาวี จำกัด งดรับคำขอกู้สามัญเพื่อเปลี่ยนแปลงระเบียบคำขอกู้สามัญ นั้น ขณะนี้การเปลี่ยนแปลงระเบียบคำขอกู้สามัญเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเปิดรับคำขอกู้ได้ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๘ เป็...

    "TT&T ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 60 บริษัทจดทะเบียนที่สมควรได้รับ Disclosure Report Award 2003

    "TT&T ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 60 บริษัทจดทะเบียนที่สมควรได้รับ Disclosure Report Award 2003 เป็นปีที่สองติดต่อกัน จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์" "TT&T was recognized as one of 60 listed companies forDisclosure Report Award 2003 ...

    หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อข่าวยอดนิยม

กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์ไทย การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย hotmai เพียวริคุ jobbkk ธนาคารไทยพาณิชย์ คาราบาว ดีแทค ไทยพาณิชย์ แจ่มใส เมเจอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 12car กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระทรวงสาธารณสุข การรถไฟแห่งประเทศไทย มิตซูบิชิ เมืองทอง ธนาคารทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซัมซุง มาม่า วันทูคอล ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ เวลาประเทศไทย ปตท ธอส บิ๊กซี กรมอุตุ กรมศุลกากร แม็คโคร ธนาคารกรุงศรี กระทรวงการคลัง