ครั้งหนึ่งในชีวิต เมื่อประมาณกลางเดือนธันวาคม ปีค.ศ. 2007 ฉันได้เดินทางไปประชุมกับตัวแทนสำนักข่าวจากกว่า 14 ประเทศที่อินโดนีเซีย โดยมีเจ้าของประเทศเป็นเจ้าภาพ ความสนุกสนาน (วุ่นวาย) เริ่มขึ้นตั้งแต่ยังไม่เดินทางเพราะช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่มีเหตุการณ์วางระเบิดในประเทศอินโดนีเซีย
ในตอนแรกเจ้าภาพจะจัดการประชุมที่ยอกยากาตาร์ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวของอินโดนีเซียที่เพิ่งมีปัญหาเรื่องแผ่นดินไหวและอุบัติเหตุของสายการบินแห่งชาติของอินโดนีเซียซึ่งเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ฉันในฐานะที่ยังมีลูกเล็กๆ ก็ย่อมเป็นห่วงกังวลเรื่องความปลอดภัยของตัวเอง จึงแจ้งไปทางประเทศที่เป็นศูนย์กลางว่าจะไม่ไปร่วมประชุมโดยให้เหตุผลไปตามจริง ฉันเพิ่งมาทราบในภายหลังว่าฉันไม่ได้เป็นคนเดียวที่แสดงความกังวลในเรื่องนี้ แต่ตัวแทนจากอีกหลายประเทศก็ปฏิเสธการไปร่วมประชุมเช่นกัน ในที่สุด เจ้าภาพจึงเสนอให้ย้ายสถานที่จัดไปที่เมืองบันดุง ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ทางตะวันตกของอินโดนีเซีย อยู่ห่างจากกรุงจาการ์ตาไปประมาณ 110 กิโลเมตร

เมื่อสรุปเรื่องสถานที่ได้ ปัญหาถัดไปก็คือ จะเดินทางไปอย่างไร เจ้าภาพแนะนำว่า ให้บินเข้าไปที่กรุงจาการ์ตาแล้วเดินทางต่อโดยทางรถหรือรถไฟซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเพื่อไปที่บันดุง แต่การบินไทยไม่มีเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ไปจาการ์ตา หากจะใช้เส้นทางนี้ฉันจะต้องบินด้วยสายการบินอื่น เช่น สายการบินประจำชาติอินโดนีเซีย เป็นต้น ซึ่งก็เป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่ง เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปหรืออียู ได้สั่งห้ามสายการบินของอินโดนีเซียทุกสายการบินซึ่งรวมถึงการูด้าซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของอินโดนีเซีย ไม่ให้บินเข้าไปในอียู โดยให้เหตุผลว่าเป็นสายการบินที่ไม่ปลอดภัย จึงเป็นเหตุผลที่ฉันไม่ต้องการใช้สายการบินนี้ (มาทราบภายหลังอีกเหมือนกันว่าตัวแทนอีกหลายประเทศก็คิดเหมือนกันกับฉันในเรื่องนี้)
หลังจากหาข้อมูลเพิ่มเติม ฉันพบว่าสายการบินแอร์เอเชียมีเที่ยวบินตรงจากกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียไปที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย จึงวางแผนให้เดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไปกัวลาลัมเปอร์โดยการบินไทยแล้วค่อยเดินทางออกจากกัวลาลัมเปอร์ตรงไปเมืองบันดุงโดยแอร์เอเชีย ตอนเดินทางกลับก็ย้อนกลับเส้นทางเดิม จากนั้น ฉันก็ติดต่อนายหน้าประกันให้เตรียมซื้อประกันเดินทางให้ ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นอีกเนื่องจากอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่จะไม่ได้รับความคุ้มครอง ฉันต้องใช้เวลาชี้แจงกับนายหน้าเพื่อให้นายหน้าไปคุยกับบริษัทประกันอีกครั้งว่าบันดุงแม้จะเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินโดนีเซียแต่ก็ไม่ได้เป็นพื้นที่เสี่ยงเหมือนกับบาหลี ชี้แจงกลับไปกลับมาจนในที่สุดบริษัทประกันยอมให้ระบุในกรมธรรพ์ว่าเมืองบันดุงเป็นพื้นที่ที่ได้รับความคุ้มครองด้วย

ฉันออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปพร้อมกับน้องที่ทำงานอีกคนหนึ่ง ไปค้างที่โรงแรมใกล้ๆ สนามบินกัวลาลัมเปอร์หนึ่งคืนเพื่อรอต่อเครื่องไปบันดุง ตอนเช้าเราไปท่าอากาศยานอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นศูนย์รวมของสายการบินแอร์เอเชียในมาเลเซียโดยเฉพาะ พอลากกระเป๋าเข้าประตูท่าอากาศยานเท่านั้น ความรู้สึกแรกคือ เอ๊! เราอยู่ท่ารถหมอชิตช่วงสงกรานต์หรือเปล่านี่…..คนอัดแน่นไปหมดเลยค่ะ หัวดำๆ ยืนเบียดกัน เสียงจ้อกแจ้กจอแจ กระเป๋าผ้าบ้าง ลังกระดาษบ้าง พะรุงพะรังไปหมด คิวรอที่เรียงแถวไว้ก็พับไปพับมา ต้องเล็งดีๆ ว่าจะไปติดต่อเคาน์เตอร์ไหนแล้วปลายแถวอยู่ที่ไหน แต่ก็ผ่านไปด้วยดี
พวกเราไปลงที่สนามบิน Hussein Sastranegara (BDO) ซึ่งเป็นสนามบินเล็กๆ ซึ่งมีคนบอกว่าเป็นสนามบินที่ท้าทายความสามารถของนักบินมากเพราะบันดุงเป็นเมืองที่อยู่ในหุบเขา การนำเครื่องบินขึ้นลงจะค่อนข้างยาก หลังจากรับกระเป๋าจากจุดรับกระเป๋าเดินทาง (ซึ่งขนาดเล็กมากเหมือนเคาน์เตอร์รับฝากของในห้างบ้านเรา) เรียบร้อยแล้ว เราก็ออกมารอขึ้นแท็กซี่ที่อยู่ในระยะห่างไม่เกิน 10 เมตรจากจุดรับกระเป๋า (สนามบินนี้มีข้อดี คือไม่ต้องเดินจนขาลากอย่างสนามบินนานาชาติใหญ่ที่อื่น)
เราให้แท็กซี่ไปส่งที่โรงแรมชื่อ Horison Resor Dago Pakar Bandung ซึ่งอยู่บนเขาแห่งหนึ่ง ถนนที่ขึ้นโรงแรมมีบางจุดที่คดเคี้ยวและชันแต่ไม่น่ากลัว เราไปถึงก่อนเวลานัดหลายชั่วโมงมาก เมื่อเช็คอินและเอากระเป๋าไปเก็บในห้องเสร็จ เราก็เห็นตรงกันว่าน่าจะเดินสำรวจให้ทั่วโรงแรมก่อน แต่ขอโทษนะคะ เดินไม่ถึง 5 นาที ก็สำรวจครบแล้วค่ะ เพราะโรงแรมเล็กมาก…ก
ข้อมูลที่ได้ก่อนเดินทางระบุว่าโรงแรมนี้เป็นบูติคโฮเต็ล (Boutique Hotel) อยู่บนภูเขา เจ้าภาพการประชุมบอกว่าเป็นโรงแรมใหม่เพิ่งเปิดให้บริการไม่นาน เมื่อดูรูปบนเว็บไซต์ฉันต้องสารภาพว่าวาดภาพโรงแรมไว้เป็นเหมือนรีสอร์ทขนาดใหญ่ที่เชียงใหม่หรือแม่ฮ่องสอน พอมาเจอจริงๆ พบว่าผิดจากความคาดหวังไปมากเรื่องขนาดของโรงแรม แต่สภาพภายในห้องก็ดูดีทีเดียว ขนาดห้องโอ่โถงกว้างขวาง ตกแต่งไว้สวยงามโปร่งสบายมีหน้าต่างเป็นมู่ลี่ไม้ดูน่ารักดี ถึงแม้ในห้องจะไม่มีเครื่องปรับอากาศแต่ก็รู้สึกเย็นสบายเพราะอยู่บนภูเขาอากาศจึงดี ทิวทัศน์เมื่อมองลงมาจากโรงแรมเป็นหุบเขาก็สวยงามเป็นธรรมชาติ
หลังจากเดินวนในโรงแรมไม่รู้กี่รอบจนเบื่อ เราก็ขอให้เจ้าหน้าที่โรงแรมช่วยหาแท็กซี่เพื่อลงไปเที่ยวศูนย์การค้าในเมือง ต้องรอแท็กซี่อยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงเพราะทางโรงแรมต้องโทรศัพท์ไปที่บริษัทบริการแท็กซี่และต้องรอให้รถขึ้นเขามารับเรา ระหว่างทางที่รถขับไปเราเห็นภาพคนเอาไม้รวกไม้ไผ่ปักกับพื้นดินที่เป็นทางเดินเท้าแคบๆ ริมถนนแล้วผูกแพะเอาไว้หลาย จุดตามรายทาง เรียกว่าเลี้ยงกันริมถนนล่ะค่ะ ก็เป็นภาพประทับใจอีกแบบหนึ่ง เสียดายว่าอยู่บนรถจึงถ่ายรูปไม่ได้ (ถ้ามีโอกาสไปอีกครั้งจะไม่พลาดเด็ดขาด ต้องหารูปแพะริมถนนมาฝากพวกเราให้ได้) เมื่อไปถึงที่ศูนย์การค้าเราก็เดินเล่นนิดหน่อยแล้วแวะรับประทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง อาหารอร่อยใช้ได้ทีเดียว
เมื่อกลับเข้าโรงแรมน้องที่มาด้วยกันก็อาบน้ำสระผม ขณะที่กำลังสระผลอยู่ จู่ๆ น้ำก็ไม่ไหล ฉันต้องช่วยโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ล็อบบี้ให้ สักพักใหญ่ๆ น้ำจึงจะมา เข้าใจว่าคงมีคนรีบไปเช็คเครื่องปั๊มน้ำกันจ้าละหวั่น เมื่อน้องสระผมเสร็จแล้วเราจึงพบความจริงอีกกย่างว่าในห้องไม่มีเครื่องเป่าผม จึงต้องโทรไปขอจากเจ้าหน้าที่โรงแรมที่ล็อบบี้ คำตอบที่ได้คือ ขอโทษค่ะ เครื่องเป่าผมไม่มี ฉันก็บ่นว่าถ้ารู้ก่อนว่าไม่มีก็จะเอาเครื่องเป่าผมมาเองจากบ้าน
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเราได้คุยกับเพื่อนๆ จากประเทศอื่นในระหว่างรับประทานอาหาร ก็ปรากฏว่าเรื่องเครื่องเป่าผมกลายเป็นเรื่องตลกชั้นดีของพวกเรา เพราะความจริงก็คือ ทั้งโรงแรมมีเครื่องเป่าผมเพียงแค่ 1 เครื่อง! ตัวแทนจากมาเลเซียซึ่งเป็นผู้ครอบครองเครื่องเป่าผมไว้ได้ชี้ให้ฉันดูทรงผมของผู้ร่วมประชุมชายจากญี่ปุ่นซึ่งทั้งหยิกและฟูฟ่องเพราะไม่มีโอกาสได้ใช้เครื่องเป่าผมจัดแต่งให้เข้าทรง ประเด็นเครื่องเป่าผมนี้ทำให้มื้อเช้าของเราผ่านไปอย่างสนุกสนาน
ในเวลาเดียวกัน ผู้จัดการประชุมซึ่งเป็นชาวออสเตรเลียก็กำลังหน้าดำคร่ำเครียดเพราะที่โรงแรมไม่มีอินเทอร์เน็ต! เราจะไม่สามารถแสดงซอฟต์แวร์และเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องได้หากไม่มีอินเทอร์เน็ต ฉันก็ช่วยลุ้นอยู่ว่าเขาจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่ท้ายที่สุดเราก็ต้องเริ่มประชุมไปโดยไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้
ช่วงพักการประชุม ฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนๆ อีกหลายคนก็พบว่า บางคนใช้เวลาเดินทางทางรถจากจาการ์ตาประมาณ 3 ชั่วโมงตามที่คาดไว้ที่แรก แต่หลายคนใช้เวลาเกินกว่านั้น ตั้งแต่ 4 ชั่วโมงไปจนถึงที่เลวร้ายที่สุดคือ 6 ชั่วโมง ก็ไม่รู้ว่ารถติดขนาดหนักหรือคนขับพาไปอ้อมที่ไหนมา

ในวันเดินทางกลับ ฉันกับน้องที่มาด้วยกันก็นั่งแท็กซี่เพื่อไปรอขึ้นเครื่องบินที่สนามบิน Hussein Sastranegara ระหว่างที่รออยู่ในห้องพักผู้โดยสารขาออก มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นรันเวย์สำหรับเครื่องขึ้นลง ก็ได้เห็นหมา 2-3 ตัวกำลังวิ่งเล่นอยู่บนรันเวย์ เหมือนกำลังวิ่งเล่นอยู่ในสนามหญ้า เจ้าหน้าที่สนามบินที่อยู่บริเวณใกล้เคียงก็ไม่เห็นจะเดือดเนื้อร้อนใจอะไร ทำให้เราทั้งสองคนเกิดความสงสัยในมาตรฐานความปลอดภัยของสนามบินนี้อย่างมาก ไม่อยากจะนึกภาพว่าถ้าหมามาวิ่งเล่นเวลาที่เครื่องบินกำลังลงจอดจะเกิดอะไรขึ้น
เราสองคนเดินทางออกจากบันดุงมายังกัวลาลัมเปอร์และถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ กลับมาพร้อมกับความประทับใจในการเดินทาง มีเรื่องเล่าฮาๆ ให้เพื่อนคนอื่นๆ ฟังได้ไม่รู้เบื่อ ทริปนี้เป็นทริปที่อยู่ในความทรงจำของทุกคนที่ไปร่วมประชุมด้วย และมักจะเป็นหัวข้อที่เรายกมาคุยกันขำๆ เวลาที่เราได้กลับมาเจอกันอีกในภายหลัง
หมายเหตุ – เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 2009 นี้เองเพิ่งมีข่าวเครื่องบินโดยสารของบริษัทเอ็กซ์เพรส แอร์ ของอินโดนีเซียพร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ 33 คน ประสบอุบัติเหตุลื่นไถลออกนอกรันเวย์ที่สนามบินทานาห์ เมราห์ ในเมืองปาปัวขณะร่อนลงจอด เนื่องจากมีสุนัขตัวหนึ่งวิ่งข้ามรันเวย์ขณะที่นักบินนำเครื่องลง ทำให้นักบินสูญเสียการควบคุมเครื่องบินจนลื่นไถลไปทางด้านข้างของรันเวย์ อ่านข่าวนี้แล้ว รู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่พวกเราไม่ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้
