นิวพอร์ตบีช แคลิฟอร์เนีย (Newport Beach, California, USA)

นิวพอร์ตบีช (Newport Beach) เป็นเมืองหนึ่งในเขตการปกครองออเรนจ์หรือออเรนจ์เคาน์ตี้ (Orange County) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย (California) ประเทศสหรัฐอเมริกา  จัดเป็นหนึ่งในบรรดาชุมชนที่มั่งคั่งร่ำรวยที่สุดในแคลิฟอร์เนีย

นิวพอร์ตบีชมีขอบเขตทางด้านทิศตะวันตกติดต่อกับฮันทิงตันบีช (Huntington Beach)ที่บรเวิณแม่น้ำซานตาอนา (Santa Ana River) ทางด้านทิศเหนือต่อกับคอสตาเมซา (Costa Mesa) สนามบินจอห์นเวย์น (John Wayne Airport) และเออร์ไวน์ (Irvine) ส่วนทางด้านทิศตะวันตกติดต่อกับอุทยานคริสตัลโคฟ (Crystal Cove State Park)

เมืองนี้พื้นที่รวมทั้งสิ้น 39.8 ตารางไมล์ (หรือ 103.2 ตารางกิโลเมตร)  ในจำนวนนี้ 14.8 ตารางไมล์ (หรือ 38.3 ตารางกิโลเมตร) เป็นพื้นแผ่นดิน ส่วนอีก 25 ตารางไมล์ (หรือ 64.9 ตารางกิโลเมตร) เป็นผืนน้ำ

อาณาเขตของนิวพอร์ตบีชครอบคลุมพื้นที่ของ โคโรนาเดลมาร์ (Corona del Mar)  บัลบัวไอแลนด์ (Balboa Island) นิวพอร์ตโคสต์ (Newport Coast) ซานโฮคินฮิลส์ (San Joaquin Hills) และ บัลบัวเพนนินซูล่า (Balboa Peninsula)

นิวพอร์ตบีชมีอากาศสดชื่นเย็นสบายแบบเมดิเตอเรเนียน  อุณหภูมิจะอยู่ในช่วง 9-19 องศาเซลเซียส หรือ 48-66 องศาฟาเรนต์ไฮต์ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม  อุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อยอยู่ในช่วง 12-19 องศาเซลเซียส หรือ 54-66 องศาฟาเรนต์ไฮต์ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม โดยจะสูงขึ้นไปอีก โดยอยู่ในช่วง 15 ถึง 23 องศาเซลเซียส หรือ 59-73 องศาฟาเรนต์ไฮต์ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม

ที่นี่นับได้ว่าเป็นสวรรค์สำหรับนักช่องเที่ยวชายหาด เพราะบนเส้นทางไฮเวย์ระยะกว่า 10ไมล์ที่เกาะไปตามชายฝั่งนั้น มีชายหาดที่สวยงามอยู่หลายแห่งซึ่งเหมาะสำหรับครอบครัวที่จะมาทำกิจกรรมร่วมกัน  เราจะเห็นผู้คนมาเล่นวินเซิร์ฟ บอดี้บอร์ด หรือนอนอาบแดดอยู่ริมหาดต่างๆ เช่น หาดโคโรนาเดลมาร์ หาดคริสตัลโคฟ หาดของนิวพอร์ตบีช

สำหรับผู้ที่ชอบช็อปปิ้ง  นิวพอร์ตบีชมีแหล่งช็อปปิ้งดีๆ อยู่หลายแห่ง เช่น แฟชั่นไอแลนด์ (Fashion Island) โคโรนาเดลมาร์พลาซ่า (Corona Del Mar Plaza) คริสตัลโคฟพรอมเมอนาร์ด (Crystal Cove Promenade) เป็นต้น

นักท่องเที่ยวสามารถใช้นิวพอร์ตบีชเป็นฐานที่พัก เพื่อขับรถไปเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มากมายโดยใช้เวลาไม่มากนัก เช่น สามารถขับรถไปตัวเมืองลอสแองเจลิส สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ หรือ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ โดยใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที  หรือขับรถไปซีเวิลด์ หรือ บัลบัวพาร์คในเมืองซานดิเอโก โดยใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงครึ่ง นิวพอร์ตบีชจึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวน่าประทับใจ  สามารถตอบสนองความต้องการให้กับคนทุกวัยไม่ว่าผู้หญิง ผู้ชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิวพอร์ตบีช สามารถดูได้ที่ www.visitnewportbeach.com

ดิสนีย์แลนด์พาร์ค อนาไฮม์ (Anaheim. California, USA)

20-Disneyland_MickeyMinnieสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ (Disneyland Park) ตั้งอยู่ในเขตอนาไฮม์ (Anaheim) รัฐแคลิฟอร์เนีย (California) ดิสนีย์แลนด์เป็นสวนสนุกแห่งแรกที่ถูกสร้างขึ้นตามฝันของ วอลท์ อี. ดิสนีย์ (Walt E. Disney) ซึ่งคิดว่าควรจะมีสถานที่ที่ให้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กสามารถสนุกสนานไปด้วยกันได้

ในช่วยศตวรรษที่ 40 (1940s) มีเด็กๆ เริ่มขอไปดูว่ามิคกี้เม้าส์และสโนว์ไวท์พักอาศัยอยู่ที่ไหน  แต่ดิสนีย์ปฏิเสธที่จะให้เด็กๆ เข้าเยี่ยมชมสตูดิโอเพราะคิดว่าการเข้าไปดูการเขียนการ์ตูนนั้นเป็นเรื่องน่าเบื่อ  จึงได้คิดโครงการสร้างสวนสนุกขึ้น  ดิสนีย์มีปัญหาในการหาเงินทุนเพราะสถาบันการเงินต่างๆ ไม่คิดว่า การทำฝันแบบนี้ให้เป็นจริงจะคุ้มค่าเงินลงทุน  ดิสนีย์จึงต้องทำการยืมจากประกันชีวิตของตัวเองและขายบ้านหลังที่สองเพื่อเป็นเงินทุนก้อนแรกที่จะมาดำเนินการต่อ เพียงพอให้คนอื่นได้เห็นว่าสิ่งที่เขาคิดจะทำอยู่นั้นเป็นอย่างไร

ดิสนีแลนด์เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1955 สำหรับแขกรับเชิญจำนวน 15,000 คนตามรายชื่อที่จัดไว้ แต่จำนวนที่มาจริงเพิ่มไปเป็นเกือบ 30,000 คน และเปิดให้บริการแก่สาธารณชนในวันถัดไป  ดิสนีย์และทีมงานเรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละวันตั้งแต่วันแรกและปรับปรุงแก้ไขบริการในจุดเล็กๆ น้อยๆ จนดีขึ้นเรื่อยๆ

ดิสนีย์เคยกล่าวไว้ว่า “ดิสนีย์แลนด์จะไม่มีวันเสร็จสมบูรณ์ตราบเท่าที่ยังมีจินตนาการอยู่ในโลกนี้”  เราจึงยังเป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการต่างๆ ในสวนสนุกอย่างต่อเนื่อง มีเครื่องเล่นใหม่เพิ่มเติมเข้ามาตลอดเวลา

ดิสนีย์เสียชีวิตในค.ศ. 1966 ดิสนีย์แลนด์ที่อนาไฮม์จึงเป็นสวนสนุกดิสนีย์เพียงแห่งเดียวที่เขาเคยไป  แต่ความฝันของเขาก็ยังได้รับการสานต่อและความสนุกก็ถูกกระจายไปตามที่ต่างๆ ในโลกโดยการสร้างสวนสนุกดิสนีย์เพิ่มเติมขึ้นในอีกหลายแห่ง ได้แก่ ที่เมืองออร์ลันโด รัฐฟลอริดา  ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และที่เกาะฮ่องกง ประเทศจีน

ภายในดิสนีย์แลนด์จะแบ่งเป็นโซนความสนุกหลัก ดังนี้

  • เมนสตรีทยูเอสเอ (Main Street USA)

เป็นส่วนที่ถูกสร้างขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากบ้านเกิดของวอลท์ ดิสนีย์ ที่เมืองมาเซสีน (Marceline) รัฐมิสซูรี่ (Missouri) ให้บรรยากาศของเมืองในสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นศตวรรษที่ 19

เมนสตรีทยูเอสเออยู่บริเวณทางเข้าหลักของสวนสนุก  โดยบนทางเข้าจะมีสถานีรถไฟอยู่  และที่สุดทางของถนนจะมีปราสาทซินเดอเรลล่าตั้งอยู่  บนถนนในบริเวณนี้จะมีรถแบบโบราณมาแสดง ทั้งรถลากด้วยม้า รถดับเพลิง และอื่นๆ

  • แฟนตาซีแลนด์ (Fantasyland)

เป็นส่วนที่มีบรรยากาศของเรื่องราวในนิทานสุดคลาสสิค  เป็นส่วนที่ทำให้โลกในนิทานวัยเด็กของทุกคนเป็นจริง  เครื่องเล่นต่างๆ ถูกจัดและตกแต่งตามเรื่องราวเหล่านี้ เช่น ม้าหมุนของกษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur’s Carrousel) ในบริเวณเดียวกันจะมีดาบที่เสียบอยู่ในก้อนหิน  ซึ่งหลายๆ ครั้งจะมีพ่อมดเมอร์ลินมาสร้างความสนุกสนานโดยช่วยให้เด็กๆ สามารถดึงดาบออกจากก้อนหินนี้ได้

  • แอดเวนเจอร์แลนด์ (Adventureland)

เป็นส่วนที่มีบรรยากาศน่าตื่นเต้นในรูปแบบของการผจญภัยในป่าใหญ่  มีการล่องเรือเพื่อชมบรรยากาศแบบป่าแอฟริกา  และการแสดงต่างๆ

  • ฟรอนเทียร์แลนด์ (Frontierland)

เป็นส่วนของการย้อนเวลาไปในยุคบุกเบิกดินแดนอเมริกา  มีบรรยากาศย้อนประวัติศาสตร์ไปในโลกตะวันตกยุคเก่า

นักท่องเที่ยวทุกคนจะถูกตรวจค้นก่อนที่จะผ่านประตูทางเข้าสำหรับดิสนีย์แลนด์พาร์คและดิสนีย์ส์แคลิฟอร์เนียแอดเวนเจอร์พาร์ค  เจ้าหน้าที่จะตรวจค้นกระเป๋า เสื้อโค้ท เสื้อแจ็คเก็ต ห่อของ รถเข็น เป็นต้น

ช่วงเวลาที่ดิสนีย์แลนด์รีสอร์ทมีจำนวนนักท่องเที่ยวไม่มากนักคือช่วงกลางสัปดาห์ตั้งแต่วันอังคารถึงพฤหัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงตั้งแต่กลางเดือนกันยายนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ช่วงกลางเดือนมกราคมไปจนถึงกลางเดือนมีนาคม และช่วงกลางเดือนเมษายนไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม  การไปเที่ยวในช่วงเวลาเหล่านี้มีข้อดีคือไม่ต้องคอยคิวในการเล่นเครื่องเล่นต่างๆ นานนัก แต่ข้อเสียก็คือ อาจมีการปรับลดเวลาทำการให้สั้นลงหรือมีรอบการแสดงน้อยลงหรือมีการปิดเครื่องเล่นบางอย่างเพื่อปรับปรุง

นักท่องเที่ยวสามารถจอดรถได้ที่ที่จอดรถของสวนสนุก  ที่จอดรถของดาวน์ทาวน์ดิสนีย์  หรือที่จอดรถของโรงแรมต่างๆ ของดิสนีย์

สำหรับการเที่ยวที่ดิสนีย์แลนด์รีสอร์ทแบบไม่ต้องเร่งรีบ ควรจัดเวลาสำหรับดิสนีย์แลนด์พาร์ค และดิสนีย์ส์แคลิฟอร์เนียแอดเวนเจอร์พาร์ค แห่งละ 2 วัน และสำหรับดาวน์ทาวน์ดิสนีย์อีก 1 หรือ 2 คืน

ข้อมูลท่องเที่ยวเพิ่มเติมเกี่ยวกับดิสนีย์แลนด์ อนาไฮม์ สามารถดูได้ที่ http://disneyland.disney.go.com

บันทึกเดินทาง: ไปประชุมนานาขาติที่บันดุง (Bandung, Indonesia)

19-Bandung_Horisonครั้งหนึ่งในชีวิต เมื่อประมาณกลางเดือนธันวาคม ปีค.ศ. 2007 ฉันได้เดินทางไปประชุมกับตัวแทนสำนักข่าวจากกว่า 14 ประเทศที่อินโดนีเซีย  โดยมีเจ้าของประเทศเป็นเจ้าภาพ  ความสนุกสนาน (วุ่นวาย) เริ่มขึ้นตั้งแต่ยังไม่เดินทางเพราะช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่มีเหตุการณ์วางระเบิดในประเทศอินโดนีเซีย

ในตอนแรกเจ้าภาพจะจัดการประชุมที่ยอกยากาตาร์ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวของอินโดนีเซียที่เพิ่งมีปัญหาเรื่องแผ่นดินไหวและอุบัติเหตุของสายการบินแห่งชาติของอินโดนีเซียซึ่งเป็นข่าวดังไปทั่วโลก  ฉันในฐานะที่ยังมีลูกเล็กๆ ก็ย่อมเป็นห่วงกังวลเรื่องความปลอดภัยของตัวเอง  จึงแจ้งไปทางประเทศที่เป็นศูนย์กลางว่าจะไม่ไปร่วมประชุมโดยให้เหตุผลไปตามจริง  ฉันเพิ่งมาทราบในภายหลังว่าฉันไม่ได้เป็นคนเดียวที่แสดงความกังวลในเรื่องนี้ แต่ตัวแทนจากอีกหลายประเทศก็ปฏิเสธการไปร่วมประชุมเช่นกัน  ในที่สุด เจ้าภาพจึงเสนอให้ย้ายสถานที่จัดไปที่เมืองบันดุง ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ทางตะวันตกของอินโดนีเซีย อยู่ห่างจากกรุงจาการ์ตาไปประมาณ 110 กิโลเมตร

19-Bandung_Food

เมื่อสรุปเรื่องสถานที่ได้ ปัญหาถัดไปก็คือ จะเดินทางไปอย่างไร  เจ้าภาพแนะนำว่า ให้บินเข้าไปที่กรุงจาการ์ตาแล้วเดินทางต่อโดยทางรถหรือรถไฟซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเพื่อไปที่บันดุง  แต่การบินไทยไม่มีเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ไปจาการ์ตา หากจะใช้เส้นทางนี้ฉันจะต้องบินด้วยสายการบินอื่น เช่น สายการบินประจำชาติอินโดนีเซีย เป็นต้น ซึ่งก็เป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่ง เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปหรืออียู ได้สั่งห้ามสายการบินของอินโดนีเซียทุกสายการบินซึ่งรวมถึงการูด้าซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของอินโดนีเซีย ไม่ให้บินเข้าไปในอียู โดยให้เหตุผลว่าเป็นสายการบินที่ไม่ปลอดภัย จึงเป็นเหตุผลที่ฉันไม่ต้องการใช้สายการบินนี้ (มาทราบภายหลังอีกเหมือนกันว่าตัวแทนอีกหลายประเทศก็คิดเหมือนกันกับฉันในเรื่องนี้)

หลังจากหาข้อมูลเพิ่มเติม ฉันพบว่าสายการบินแอร์เอเชียมีเที่ยวบินตรงจากกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียไปที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย จึงวางแผนให้เดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไปกัวลาลัมเปอร์โดยการบินไทยแล้วค่อยเดินทางออกจากกัวลาลัมเปอร์ตรงไปเมืองบันดุงโดยแอร์เอเชีย ตอนเดินทางกลับก็ย้อนกลับเส้นทางเดิม จากนั้น ฉันก็ติดต่อนายหน้าประกันให้เตรียมซื้อประกันเดินทางให้  ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นอีกเนื่องจากอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่จะไม่ได้รับความคุ้มครอง  ฉันต้องใช้เวลาชี้แจงกับนายหน้าเพื่อให้นายหน้าไปคุยกับบริษัทประกันอีกครั้งว่าบันดุงแม้จะเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินโดนีเซียแต่ก็ไม่ได้เป็นพื้นที่เสี่ยงเหมือนกับบาหลี  ชี้แจงกลับไปกลับมาจนในที่สุดบริษัทประกันยอมให้ระบุในกรมธรรพ์ว่าเมืองบันดุงเป็นพื้นที่ที่ได้รับความคุ้มครองด้วย

19-Bandung_KLAirAsia

ฉันออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปพร้อมกับน้องที่ทำงานอีกคนหนึ่ง ไปค้างที่โรงแรมใกล้ๆ สนามบินกัวลาลัมเปอร์หนึ่งคืนเพื่อรอต่อเครื่องไปบันดุง ตอนเช้าเราไปท่าอากาศยานอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นศูนย์รวมของสายการบินแอร์เอเชียในมาเลเซียโดยเฉพาะ พอลากกระเป๋าเข้าประตูท่าอากาศยานเท่านั้น ความรู้สึกแรกคือ เอ๊! เราอยู่ท่ารถหมอชิตช่วงสงกรานต์หรือเปล่านี่…..คนอัดแน่นไปหมดเลยค่ะ หัวดำๆ ยืนเบียดกัน เสียงจ้อกแจ้กจอแจ กระเป๋าผ้าบ้าง ลังกระดาษบ้าง พะรุงพะรังไปหมด คิวรอที่เรียงแถวไว้ก็พับไปพับมา ต้องเล็งดีๆ ว่าจะไปติดต่อเคาน์เตอร์ไหนแล้วปลายแถวอยู่ที่ไหน แต่ก็ผ่านไปด้วยดี19-Bandung_Horison4

พวกเราไปลงที่สนามบิน Hussein Sastranegara (BDO) ซึ่งเป็นสนามบินเล็กๆ ซึ่งมีคนบอกว่าเป็นสนามบินที่ท้าทายความสามารถของนักบินมากเพราะบันดุงเป็นเมืองที่อยู่ในหุบเขา การนำเครื่องบินขึ้นลงจะค่อนข้างยาก หลังจากรับกระเป๋าจากจุดรับกระเป๋าเดินทาง (ซึ่งขนาดเล็กมากเหมือนเคาน์เตอร์รับฝากของในห้างบ้านเรา) เรียบร้อยแล้ว เราก็ออกมารอขึ้นแท็กซี่ที่อยู่ในระยะห่างไม่เกิน 10 เมตรจากจุดรับกระเป๋า (สนามบินนี้มีข้อดี คือไม่ต้องเดินจนขาลากอย่างสนามบินนานาชาติใหญ่ที่อื่น)

เราให้แท็กซี่ไปส่งที่โรงแรมชื่อ Horison Resor Dago Pakar Bandung ซึ่งอยู่บนเขาแห่งหนึ่ง ถนนที่ขึ้นโรงแรมมีบางจุดที่คดเคี้ยวและชันแต่ไม่น่ากลัว  เราไปถึงก่อนเวลานัดหลายชั่วโมงมาก เมื่อเช็คอินและเอากระเป๋าไปเก็บในห้องเสร็จ เราก็เห็นตรงกันว่าน่าจะเดินสำรวจให้ทั่วโรงแรมก่อน แต่ขอโทษนะคะ เดินไม่ถึง 5 นาที ก็สำรวจครบแล้วค่ะ เพราะโรงแรมเล็กมาก…ก

19-Bandung_Horison3 ข้อมูลที่ได้ก่อนเดินทางระบุว่าโรงแรมนี้เป็นบูติคโฮเต็ล (Boutique Hotel) อยู่บนภูเขา เจ้าภาพการประชุมบอกว่าเป็นโรงแรมใหม่เพิ่งเปิดให้บริการไม่นาน เมื่อดูรูปบนเว็บไซต์ฉันต้องสารภาพว่าวาดภาพโรงแรมไว้เป็นเหมือนรีสอร์ทขนาดใหญ่ที่เชียงใหม่หรือแม่ฮ่องสอน  พอมาเจอจริงๆ พบว่าผิดจากความคาดหวังไปมากเรื่องขนาดของโรงแรม  แต่สภาพภายในห้องก็ดูดีทีเดียว ขนาดห้องโอ่โถงกว้างขวาง ตกแต่งไว้สวยงามโปร่งสบายมีหน้าต่างเป็นมู่ลี่ไม้ดูน่ารักดี ถึงแม้ในห้องจะไม่มีเครื่องปรับอากาศแต่ก็รู้สึกเย็นสบายเพราะอยู่บนภูเขาอากาศจึงดี  ทิวทัศน์เมื่อมองลงมาจากโรงแรมเป็นหุบเขาก็สวยงามเป็นธรรมชาติ

หลังจากเดินวนในโรงแรมไม่รู้กี่รอบจนเบื่อ เราก็ขอให้เจ้าหน้าที่โรงแรมช่วยหาแท็กซี่เพื่อลงไปเที่ยวศูนย์การค้าในเมือง ต้องรอแท็กซี่อยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงเพราะทางโรงแรมต้องโทรศัพท์ไปที่บริษัทบริการแท็กซี่และต้องรอให้รถขึ้นเขามารับเรา  ระหว่างทางที่รถขับไปเราเห็นภาพคนเอาไม้รวกไม้ไผ่ปักกับพื้นดินที่เป็นทางเดินเท้าแคบๆ ริมถนนแล้วผูกแพะเอาไว้หลาย จุดตามรายทาง เรียกว่าเลี้ยงกันริมถนนล่ะค่ะ ก็เป็นภาพประทับใจอีกแบบหนึ่ง เสียดายว่าอยู่บนรถจึงถ่ายรูปไม่ได้ (ถ้ามีโอกาสไปอีกครั้งจะไม่พลาดเด็ดขาด ต้องหารูปแพะริมถนนมาฝากพวกเราให้ได้) เมื่อไปถึงที่ศูนย์การค้าเราก็เดินเล่นนิดหน่อยแล้วแวะรับประทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง อาหารอร่อยใช้ได้ทีเดียว19-Bandung_Horison2

เมื่อกลับเข้าโรงแรมน้องที่มาด้วยกันก็อาบน้ำสระผม ขณะที่กำลังสระผลอยู่ จู่ๆ น้ำก็ไม่ไหล ฉันต้องช่วยโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ล็อบบี้ให้  สักพักใหญ่ๆ น้ำจึงจะมา เข้าใจว่าคงมีคนรีบไปเช็คเครื่องปั๊มน้ำกันจ้าละหวั่น เมื่อน้องสระผมเสร็จแล้วเราจึงพบความจริงอีกกย่างว่าในห้องไม่มีเครื่องเป่าผม จึงต้องโทรไปขอจากเจ้าหน้าที่โรงแรมที่ล็อบบี้ คำตอบที่ได้คือ ขอโทษค่ะ เครื่องเป่าผมไม่มี ฉันก็บ่นว่าถ้ารู้ก่อนว่าไม่มีก็จะเอาเครื่องเป่าผมมาเองจากบ้าน

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเราได้คุยกับเพื่อนๆ จากประเทศอื่นในระหว่างรับประทานอาหาร ก็ปรากฏว่าเรื่องเครื่องเป่าผมกลายเป็นเรื่องตลกชั้นดีของพวกเรา เพราะความจริงก็คือ ทั้งโรงแรมมีเครื่องเป่าผมเพียงแค่ 1 เครื่อง!  ตัวแทนจากมาเลเซียซึ่งเป็นผู้ครอบครองเครื่องเป่าผมไว้ได้ชี้ให้ฉันดูทรงผมของผู้ร่วมประชุมชายจากญี่ปุ่นซึ่งทั้งหยิกและฟูฟ่องเพราะไม่มีโอกาสได้ใช้เครื่องเป่าผมจัดแต่งให้เข้าทรง  ประเด็นเครื่องเป่าผมนี้ทำให้มื้อเช้าของเราผ่านไปอย่างสนุกสนาน

ในเวลาเดียวกัน ผู้จัดการประชุมซึ่งเป็นชาวออสเตรเลียก็กำลังหน้าดำคร่ำเครียดเพราะที่โรงแรมไม่มีอินเทอร์เน็ต!  เราจะไม่สามารถแสดงซอฟต์แวร์และเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องได้หากไม่มีอินเทอร์เน็ต  ฉันก็ช่วยลุ้นอยู่ว่าเขาจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้  แต่ท้ายที่สุดเราก็ต้องเริ่มประชุมไปโดยไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้

ช่วงพักการประชุม ฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนๆ อีกหลายคนก็พบว่า บางคนใช้เวลาเดินทางทางรถจากจาการ์ตาประมาณ 3 ชั่วโมงตามที่คาดไว้ที่แรก แต่หลายคนใช้เวลาเกินกว่านั้น ตั้งแต่ 4 ชั่วโมงไปจนถึงที่เลวร้ายที่สุดคือ 6 ชั่วโมง ก็ไม่รู้ว่ารถติดขนาดหนักหรือคนขับพาไปอ้อมที่ไหนมา

19-Bandung_Food2

ในวันเดินทางกลับ ฉันกับน้องที่มาด้วยกันก็นั่งแท็กซี่เพื่อไปรอขึ้นเครื่องบินที่สนามบิน Hussein Sastranegara ระหว่างที่รออยู่ในห้องพักผู้โดยสารขาออก มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นรันเวย์สำหรับเครื่องขึ้นลง ก็ได้เห็นหมา 2-3 ตัวกำลังวิ่งเล่นอยู่บนรันเวย์  เหมือนกำลังวิ่งเล่นอยู่ในสนามหญ้า  เจ้าหน้าที่สนามบินที่อยู่บริเวณใกล้เคียงก็ไม่เห็นจะเดือดเนื้อร้อนใจอะไร ทำให้เราทั้งสองคนเกิดความสงสัยในมาตรฐานความปลอดภัยของสนามบินนี้อย่างมาก ไม่อยากจะนึกภาพว่าถ้าหมามาวิ่งเล่นเวลาที่เครื่องบินกำลังลงจอดจะเกิดอะไรขึ้น

เราสองคนเดินทางออกจากบันดุงมายังกัวลาลัมเปอร์และถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ  กลับมาพร้อมกับความประทับใจในการเดินทาง มีเรื่องเล่าฮาๆ ให้เพื่อนคนอื่นๆ ฟังได้ไม่รู้เบื่อ ทริปนี้เป็นทริปที่อยู่ในความทรงจำของทุกคนที่ไปร่วมประชุมด้วย และมักจะเป็นหัวข้อที่เรายกมาคุยกันขำๆ เวลาที่เราได้กลับมาเจอกันอีกในภายหลัง

หมายเหตุ – เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 2009 นี้เองเพิ่งมีข่าวเครื่องบินโดยสารของบริษัทเอ็กซ์เพรส แอร์ ของอินโดนีเซียพร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ 33 คน ประสบอุบัติเหตุลื่นไถลออกนอกรันเวย์ที่สนามบินทานาห์ เมราห์ ในเมืองปาปัวขณะร่อนลงจอด เนื่องจากมีสุนัขตัวหนึ่งวิ่งข้ามรันเวย์ขณะที่นักบินนำเครื่องลง ทำให้นักบินสูญเสียการควบคุมเครื่องบินจนลื่นไถลไปทางด้านข้างของรันเวย์  อ่านข่าวนี้แล้ว รู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่พวกเราไม่ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้

19-Bandung_AirportDogs

เขื่อนฮูเวอร์ (Nevada, USA)

18-HooverDam1เขื่อนฮูเวอร์ (Hoover Dam) มีชื่อเรียกเดิมว่า เขื่อนโบลเดอร์ (Boulder Dam) เป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้งขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำโคโลราโดซึ่งแบ่งเขตแดนระหว่างรัฐเนวาดา (Nevada) และรัฐอริโซนา (Arizona) ในประเทศสหรัฐอเมริกา  การก่อสร้างเขื่อนเริ่มขึ้นในปีค.ศ. 1931 และแล้วเสร็จในปีค.ศ. 1936 ซึ่งเร็วกว่าที่กำหนดไว้ถึง 2 ปี ณ เวลาที่สร้างเสร็จ เขื่อนฮูเวอร์ทีสถานะเป็นทั้งสถานีผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นโครงสร้างคอนกรีตที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ตัวเขื่อนมีความยาว 1,244 ฟุต และความสูง 726 ฟุต

เขื่อนฮูเวอร์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองลาสเวกัส ห่างออกไปประมาณ 30 ไมล์ (1 ไมล์ = 1.609344 กิโลเมตร)  เขื่อนได้รับการตั้งชื่อตามประธานาธิบดีเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ (Herbert Hoover) ซึ่งเป็นประธานาธิบดีในสมัยนั้นและเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้มีการก่อสร้างเขื่อนตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ได้เป็นประธานาธิบดี

ผลพวงของการสร้างเขื่อนฮูเวอร์คือ ทะเลสาปมี้ด หรือ เล้คมี้ด (Lake Mead) ซึ่งถือได้ว่าเป็นทะเลสาปที่เกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์  ทะเลสาปนี้ได้รับการตั้งชื่อตามนายเอลวู้ด มี้ด ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างเขื่อนในขณะนั้น

การขับรถจากลาสเวกัสเพื่อไปเขื่อนฮูเวอร์สามารถใช้ถนนฟลามิงโก (Flamingo Road) หรือถนนทรอปิคาน่า (Tropicana Avenue) มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก เพื่อเข้าถนนหมายเลข 515 ด้านทิศใต้ (US 515 South) ซึ่งจะไปเชื่อมกับไฮเวย์หมายเลข 93 (US Highway 93) ซึ่งเป็นเส้นทางตรงสู่เขื่อนฮูเวอร์18-HooverDam2

ระหว่างทางจากเมืองลาสเวกัสไปยังเขื่อนฮูเวอร์ เราจะผ่านเมืองโบลเดอร์  เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีสถานีส่งกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่ซึ่งส่งกระแสไฟฟ้าไปให้เมืองลาสเวกัส เมืองลอสแองเจลิส และอีกหลายเมืองในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เส้นทางจากเมืองโบลเดอร์จะมีทิวทัศน์ที่สวยงามมาก จะมีช่วงที่มองลงมาเห็นมะเลสาปมี้ด และมีช่วงเส้นทางคดเคี้ยวที่ผ่านหุบผาดำ (Black Canyon)ที่จะเห็นความอลังการของเขื่อนยักษ์ได้

บนไฮเวย์หมายเลข 93 ช่วงก่อนจะข้ามเขื่อนนั้น จะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (Visitor Center) อยู่ด้านขวามือ เปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00 น. ถึง 17.00 น. ฝั่งตรงข้ามของถนนมีที่จอดรถซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ 8.00 น. ถึง 18.00 น. และคิดค่าจอดรถ $7

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ 9/11 เป็นต้นมา ทางการสหรัฐได้เพิ่มมาตรการอย่างเข้มข้นในการตรวจสอบยานพาหนะที่จะวิ่งผ่านเขื่อนฮูเวอร์ทางไฮเวย์หมายเลข 93 โดยจุดตรวจยานพาหนะจุดแรกจะอยู่ที่ระยะ 1 ไมล์ทางทิศเหนือของเขื่อนซึ่งอยู่ในเขตรัฐเนวาดา และอีกจุดตรวจหนึ่งอยู่ที่ 9 ไมล์ทางทิศใต้ของเขื่อนซึ่งอยู่ในเขตรัฐอริโซนา  รถที่ถูกเรียกจะต้องหยุดเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้นอย่างละเอียดก่อนที่จะใช้เส้นทางผ่านเขื่อน  ขณะที่ถูกตรวจสอบ เจ้าของรถจะต้องเป็นผู้หยิบหรือเคลื่อนย้ายข้าวของตามที่เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบและจะต้องเป็นผู้จัดเก็บเข้าที่เองเมื่อการตรวจค้นเสร็จสิ้น

หากไม่ต้องการถูกตรวจค้น นักท่องเที่ยวก็สามารถใช้เส้นทางอื่นๆ ได้แก่ เส้นทางไฮเวย์หมายเลข 95 (US Highway 95) และถนนหมายเลข 163/68 ไปทางเมืองลอฟลิน (Laughlin) รัฐเนวาดา และเมืองบุลเฮด (Bullhead) รัฐอริโซนา เพื่อข้ามแม่น้ำโคโลราโดไปทางใต้ เส้นทางนี้จะทำให้ระยะเดินทางต้องเพิ่มขึ้นอีก 23 ไมล์

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ฮ่องกง (Kowloon, Hong Kong)

17-HKScienceMuseum2พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ฮ่องกง (Hong Kong Science Museum) เปิดครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1991 มีพื้นที่แสดงสื่อความรู้แบบถาวร (Permanent Exhibitions) รวมประมาณ 6,500 ตารางเมตร แสดงสื่อความรู้กว่า 500 อย่าง  เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ควบคู่กับความบันเทิง  สื่อที่นำเสนอจะเน้นให้ผู้เข้าชมได้สำรวจและค้นหา กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างสนุกสนาน เหมาะกับผู้เข้าชมทุกเพศทุกวัย

ภายในโถงสื่อความรู้แบบถาวรแบ่งเป็น16 แกลเลอรี่นำเสนอความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในหัวเรื่องต่างๆ เช่น แสง เสียง การเคลื่อนไหว ไฟฟ้าและแม่เหล็ก คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ การขนส่ง การสื่อสาร วิทยาศาสตร์การอาหาร พลังงาน มาตรการความปลอดภัยในอาชีพ  เทคโนโลยีเกี่ยวกับบ้านและสุขภาพ เหล่านี้เป็นต้น

นักท่องเที่ยวที่จะไปพิพิธภัณฑ์โดยรถไฟฟ้า MTR จากสถานีจิมซาโจ่ย (Tsim Sha Tsui Station) ให้ใช้ทางออก B2 (Exit B2) ไปทางจิมซาโจ่ยตะวันออก (Tsim Sha Tsui East ) ใช้เวลาเดินประมาณ 18 นาทีไปตามถนนแคเมอรอน (Cameron Road) แล้วเลี้ยวซ้ายที่ถนนชาแตมด้านทิศใต้ (Chatam Road South)    ถ้ามาจากสถานีจอร์แดน (Jordan Station) ให้ใช้ทางออก D (Exit D) ไปทางจิมซาโจ่ยตะวันออก (Tsim Sha Tsui East ) ใช้เวลาเดินประมาณ 20 นาทีไปตามถนนออสติน (Austin Road)  ส่วนถ้ามาจากสถานีฮังฮอม (Hung Hom Station) หรือชื่อเดิมว่าสถานีเกาลูน (Kowloon Station) ให้ไปทางจิมซาโจ่ยตะวันออก (Tsim Sha Tsui East ) จะใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาทีไปตามสะพานทางเดินเท้า

17-HKScienceMuseum1

นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางสามารถใช้รถ KMB หมายเลข 5, 5C, 8, 8A, 13X, 26, 28, 35A, 41A, 81C, 87D, 98D, 110, 208, 215X, 219X, 224X, 269B, 260X และซิตี้บัสหมายเลข A21

พิพิธภัณฑ์เปิดให้บริการเวลา 13.00-21.00 น. ในวันจันทร์ อังคาร พุธ และศุกร์  ส่วนวันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดราชการเปิดตั้งแต่ 10.00-21.00 น. ปิดทำการทุกวันพฤหัส

ค่าเข้าชมในส่วนของโถงสื่อความรู้แบบถาวร (Permanent Exhibition Hall) อยู่ที่คนละ HK$25 เด็กอายุต่ำกว่า 4 ขวบเข้าชมฟรี  ส่วนค่าเข้าชมโถงสื่อความรู้พิเศษ (Special Exhibition Hall) อยู่ที่ HK$35 ซึ่งรวมค่าเข้าชมโถงสื่อความรู้แบบถาวรแล้ว พิพิธภัณฑ์ไม่เก็บค่าเข้าชมเลยเฉพาะในวันพุธ ห้องจำหน่ายตั๋วจะปิด 1 ชั่วโมงก่อนเวลาปิดทำการของพิพิธภัณฑ์

Hong Kong Science Museum

2 Science Museum Road, Tsimshatsui East, Kowloon, Hong Kong

TEL: +852 2732 3232

เ จ๊ ห ลี ….กั บ ขั้ น ต อ น ก า ร ห่ อ ข น ม เ ที ย น

090905_KanomTian_1

การห่อขนมเทียน (Stuffed Dough Pyramid Dessert)

บล็อกนี้เจ๊หลีขอพูดถึงวิธีการห่อขนมเทียนแบบเป็นขั้นเป็นตอนก่อนนะคะ

ก่อนที่จะไปเปิดบล็อกการทำขนมเทียนไส้เค็ม และไส้หวาน

การห่อขนมเทียนทำได้ไม่ยากนักสำหรับคนที่ไม่เคยทำ

ต่างจากการห่อบ๊ะจ่างด้วยใบไผ่ อันนั้นปราบเซียนเชียวค่ะ

ถึงห่อขนมเทียนจะห่อไม่ยากนัก แต่จะห่ออย่างไรให้เป็นทรงสามเหลี่ยม

สวยงาม ไม่บุบบิบบู้บี้ ……เมื่อเรานึ่งออกมา

อย่างไรก็แล้วแต่…..มาบล็อกนี้เจ๊หลีจะห่อขนมเทียนให้

เพื่อน ๆ ชาวบล็อกได้ดูกัน แค่นั้นไม่พอ จุดประสงค์จะลงไว้ให้คุณลูกดูด้วย

เพราะวันที่ทำไม่ใช่วันหยุดของโรงเรียน ลูกเลยไม่ได้ช่วยซะอย่างนั้น

ตามมาเลยค่ะ มาดูการห่อขนมเทียนกัน

090905_KanomTian_2

ถ้าห่อดี ๆ ฐานที่เหน็บ กว้าง ๆ แบบนี้ไม่ต้องใช้แม็กซ์ ๆ เลยนะคะ

แต่ที่เจ๊หลีแม็กซ์ ไว้หนึ่งตัวแบบนี้ คือไส้เค็ม ทำเพื่อเป็นสัญญลักษณ์ไว้

090905_KanomTian_3

ความเดิมตอนก่อน เจ๊หลีเคยพาเข้าสวนไปตัดใบตองกันแล้ว

เจ๊หลีขอข้ามขั้นการเตรียมไปตองมาถึงตรงนี้เลยค่ะ

โดยเรานำใบตองที่เราเช็ดเรียบร้อยแล้วสำหรับใบใหญ่

มาใช้กรรไกรเจียร เป็นรูปแบบด้านล่างนะคะ (หัวท้ายมน)

090905_KanomTian_4

090905_KanomTian_5

สำหรับใบตองใบเล็กที่เช็ดสะอาดแล้ว ให้นำชามกลม ๆ มาครอบ

ใช้คัดเตอร์ตัดตามปากชามจะได้แบบนี้นะคะ

สำหรับใบตองกลมที่เป็นใบในนี้ ให้เราใช้น้ำมันพืชทำให้ทั่ว ๆ ค่ะ

ขนมจะได้ไม่ติดใบตองเมื่อนึ่งเสร็จแล้ว

090905_KanomTian_6

เตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้ใกล้มือให้พร้อม

ไม่ว่าจะเป็นใบตองเล็กใหญ่ หรือไส้ขนม+ ตัวแป้งขนมเทียน

090905_KanomTian_7

นำใบตองใบกลม มาทาน้ำมันพืชให้ทั่ว

จากนั้นหันด้านนวล เอาหลังชนกันแบบในรูป

ให้ใบตองกลมอยู่ประมาณกลาง ๆ ของใบตองใหญ่แบบนี้ค่ะ

090905_KanomTian_8

เมื่อพร้อมกันแล้ว

เรามาดู step by step ของการห่อขนมเทียนกันดีกว่านะคะ

090905_KanomTian_9

รูปที่ 1. เตรียมส่วนผสมและเช็คให้ครบไว้ให้พร้อม

รูปที่ 2. นำส่วนใบตองใบใหญ่ที่เจียรให้หัวท้ายรี ๆ ประกบกับใบตองเล็กที่ท่าน้ำมันดังรูป เอาด้านหลังใบตองชนกัน

รูปที่ 3-4 จับมุมด้านนิ่ม ทำเป็นกรวยก้นแหลม ๆ หันด้านจับจีบเข้าหาตัว ด้านยาวออกนอกตัวเรา ดังรูป

รูปที่ 5-6 ตักแป้งใส่ 1 ช้อนลงในกรวย ตามด้วยไส้ขนมที่ปั้นไว้เป็นลูกกลม ๆ

รูปที่ 7 ใช้นิ้วกลับแป้งให้กลบไส้ขนมให้มิด

รูปที่ 8 พับปิดขนมลงมาด้วยใบตองใบเล็ก

รูปที่ 9 พับด้านที่อยู่ใกล้ตัวเราปิดทบไป

รูปที่ 10-12 พับด้านข้างซ้าย + ขวา เข้ามาให้เป็นฐาน สี่เหลี่ยม พับด้านบนทบลงมาสอดเข้าไปเหน็บให้แน่น

หลังจากทำตามขั้นตอน step by step แล้วให้เราเหน็บชายเข้าไปให้แน่น

ปลายใบตองด้านนี้ ควรเป็นใบตองด้านที่แข็ง

090905_KanomTian_10

090905_KanomTian_11

ได้ออกมาแบบนี้ค่ะ

090905_KanomTian_12

ปิดท้ายด้วยรูปขนมเทียนในบล็อกต่อ ๆ ไปที่ทำเสร็จแล้วค่ะ

090905_KanomTian_13

ลักษณะทรงขนมเทียนที่ดี

- ควรได้รูปทรง เป็นรูปร่าง Pyramid ที่สมส่วนทุก ๆ ด้าน

- ทรงใบตองสวยและคม

- ด้านฐาน Pyramid ควรกว้างเสมอ ๆ กันทั้ง 4 ด้าน

- ขนมเทียนที่นึ่งออกมาควรอยู่ในลักษณะเป็นทรงเช่นเดิมไม่บุบบี้

090905_KanomTian_13

จนกว่าจะพบกันใหม่บล็อกหน้านะคะ

_J'Lee_Logo

สถาบันสมิธโซเนียนที่วอชิงตันดีซี (Washington D.C., USA)

16-Smithsonian1สถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institution) เป็นสถาบันทางการศึกษาและค้นคว้าวิจัย และเป็นศูนย์พิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วยพิพิธภัณฑ์จำนวน 19 แห่ง พิพิธภัณฑ์สมทบ 156 แห่ง สวนสัตว์แห่งชาติ และ ศูนย์วิจัยอีก 9 ศูนย์ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตันดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา  มีประวัติการก่อตั้งที่น่าสนใจมาก

เมื่อปีค.ศ. 1826 นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ เจมส์ สมิธสัน ได้ทำพินัยกรรมไว้โดยมีหลานชายชื่อ เฮนรี เจมส์ ฮังเกอร์ฟอร์ด เป็นผู้รับผลประโยชน์ ในพินัยกรรมระบุว่า หากหลานชายไม่มีทายาทก็ให้ยกมรดกทั้งหมดให้แก่ประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อก่อตั้งองค์กรที่สามารถเพิ่มพูนและเผยแพร่ความรู้ให้แก่มนุษยชาติที่กรุงวอชิงตันในนามของสถาบันสมิธโซเนียน

แรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการทำพินัยกรรมฉบับนี้ยังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้  เพราะเจมส์ สมิธสัน ไม่เคยเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาและดูเหมือนว่าเขาไม่เคยได้ติดต่อกับใครที่นั่นเลย  แต่ก็มีเรื่องพูดต่อกันมาว่าเขาทำเช่นนี้เพื่อเป็นการโต้ตอบสังคมผู้ดีชาวอังกฤษ ซึ่งไม่ยอมรับเขาซึ่งเป็นบุตรนอกสมรสทำให้เขาไม่ได้ใช้นามสกุลของบิดา  แต่บางคนก็บอกว่าที่เขาทำเช่นนี้เพราะเขามีความชื่นชอบและสนใจในการศึกษาแบบเปิดกว้าง เสมอภาคและเสรี

16-Smithsonian3เจมส์ สมิธสัน ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1829 และใน 6 ปีต่อมา หลานชายของเขาก็ได้ถึงแก่กรรมลงโดยไม่มีทายาท  ประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ๊คสันได้รายงานต่อสภาคองเกรสถึงพินัยกรรมดังกล่าว  เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1836 สภาคองเกรสได้มีมติรับการบริจาคตามพินัยกรรมของเจมส์ สมิธสัน  โดยในเดือนกันยายน ค.ศ. 1836 ทรัพย์สมบัติของสมิธสันซึ่งมีมูลค่ากว่า 100,000 ปอนด์ทองคำก็ถูกลำเลียงมาที่เมืองฟิลาเดลเฟีย คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐในเวลานั้น ซึ่งหากคำนวณมูลค่าโดยคำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อก็จะได้มูลค่ากว่าสิบล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน

หลังจากเป็นประเด็นร้อนที่ถกเถียงกันมากว่า 8 ปี ประธานาธิบดีเจมส์ เค โพลค์ก็ได้ลงนามในกฎหมายของคองเกรสเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1846 ให้สร้างสถาบันสมิธโซเนียนขึ้น  โดยเปิดให้ประชาชนจากทั่วโลกเข้าเยี่ยมชมฟรี

สถาบันสมิธโซเนียนมีพิพิธภัณฑ์มากมายหลายแห่งซึ่งให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินสำหรับทั้งผู้ใหญ่และเด็ก เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวที่ไปวอชิงตันดีซีไม่ควรพลาด  หากมีเวลาไม่มาก ไม่สามารถเยี่ยมชมได้ครบทุกพิพิธภัณฑ์ และต้องเลือกเพียงพิพิธภัณฑ์เดียว ก็แนะนำว่าให้ไปที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (National Museum of Natural History) ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนหมายเลข 10 ตัดกับ Constitution Avenue ในกรุงวอชิงตันดีซี

16-Smithsonian2พิพิธภัณฑ์นี้เปิดในปีค.ศ. 1910 อุทิศให้กับการสำรวจและเรียนรู้โลกธรรมชาติผ่านทางการวิจัย ของสะสม นิทรรศการ และโปรแกรมการศึกษาต่างๆ  พิพิธภัณฑ์นี้มีขนาดใหญ่เท่ากับสนามฟุตบอล 18 สนามและมีพนักงานกว่า 1,000 คน ภายในพิพิธภัณฑ์มีรายละเอียดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตั้งแต่อดีตกาล การสำรวจสิ่งมีชีวิตในยุคโบราณซึ่งรวมถึงพวกไดโนเสาร์ นิทรรศการเกี่ยวกับสัตว์ป่า สัตว์ใต้ท้องทะเล การแสดงข้อมูลเกี่ยวกับอัญมณีต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมาย  เป็นแหล่งความรู้และสถานที่น่าไปเยี่ยมชมสำหรับนักท่องเที่ยวทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กๆ ก็จะได้ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่แสดงในพิพิธภัณฑ์ เป็นการกระตุ้นความอยากเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี

Smithsonian Institution National Museum of Natural History

10th St. & Constitution Ave. NW, in Washington, D.C. 20560

TEL: (202) 633-1000

สะพานโกลเด้นเกต (San Francisco, California, USA)

15-GoldenGateสะพานโกลเด้นเกต (Golden Gate Bridge) เป็นสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงของเมืองซานฟรานซิสโกในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา  เป็นสะพานข้ามจากเมืองซานฟรานซิสโกกับมารินเคาน์ตี้ (Marin County) มีสีส้มเห็นเด่นชัดสะดุดตาและมีระยะทางยาวประมาณ 1.7 ไมล์ (1 ไมล์ = 1.609344 กิโลเมตร)

สะพานโกลเด้นเกตเริ่มสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1932 เปิดใช้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1937  ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 33 ล้านเหรียญสหรัฐ   โกลเด้นเกตเป็นสะพานแขวนทำด้วยเหล็ก ยึดติดอยู่กับฝั่งบนอ่าวด้วยหอคอยคู่ที่มีความสูง 750 ฟุต  ใช้สายเคเบิลที่มีความยาวกว่า 7,000 ฟุตซึ่งประกอบไปด้วยเส้นลวดยาวรวมกว่า 70,000 ไมล์ยึดอยู่ที่ยอดหอคอย  สะพานนี้ต้องใช้เวลาในการวางแผนก่อนก่อสร้างถึง 10ปี แต่หลังจากนั้นใช้เวลาสร้างจริง 4 ปี

คนเดินเท้า รถเข็น และจักรยานสามารถข้ามสะพานโกลเด้นเกตได้โดยใช้ทางเดินเท้าของสะพานในช่วงเวลาระหว่างวัน แต่สเกตบอร์ด โรลเลอร์เบลด และโรลเลอร์สเกต ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สะพานนี้  จุดชมวิวและถ่ายรูปจะอยู่ที่บริเวิณเชิงสะพานทั้งฝั่งเหนือและใต้ซึ่งมีลานจอดรถไว้บริการด้วย

สะพานโกลเด้นเกตถูกสร้างขึ้นให้มีสีส้มก็เพื่อให้เป็นที่สังเกตเห็นได้ง่ายสำหรับบรรดาเรือที่เดินทางผ่านไปมาในอ่าว แม้ในเวลาที่มีหมอกลงก็ตาม และยังเป็นสีที่เข้ากันได้กับสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้น ด้วยความสวยงามอย่างมีเอกลักษณ์น่าอัศจรรย์ทำให้สะพานโกลเด้นเกตเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของซานฟรานซิสโก  และถูกนำไปเป็นฉากประกอบในภาพยนตร์หลายๆ เรื่องเช่น Interview with a Vampire (1994), Star Trek VI: The Undiscovered Country (1991), A View to a Kill (1985), Vertigo (1958) เป็นต้น

ในทุกๆ ปีจะมีผู้มากระโดดน้ำเพื่อฆ่าตัวตายที่สะพานโกลเด้นเกต  และเมื่อปีค.ศ. 2008 ทางการที่เกี่ยวข้องได้มีการอนุมัติให้ติดตั้งตาข่ายที่บริเวณสะเพื่อแก้ไขปัญหานี้  โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณสูงถึง 40-50 ล้านเหรียญสหรัฐ  ตาข่ายจะถูกติดตั้งที่ระดับ 20 ฟุต หรือประมาณ 6 เมตรต่ำกว่าทางเดินเท้าและมีความกว้างยื่นออกไปประมาณ 20 ฟุตจากตัวสะพาน  อย่างไรก็ดี การติดตั้งตาข่ายคงจะใช้เวลานานหลายปีและยังต้องใช้เวลาในการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีก

สุดยอดร้านแอลแอลบีนที่เมืองฟรีพอร์ต รัฐเมน (Freeport, Maine, USA)

14-LLBean1เมืองฟรีพอร์ต (Freeport) ตั้งอยู่บนชายฝั่งของอ่าวแคสโก (Casco Bay) ตอนบน ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 20 นาทีจากเมืองพอร์ตแลนด์ในรัฐเมนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ฟรีพอร์ตเกิดขึ้นในปีค.ศ. 1789 เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์  ถูกกล่าวถึงในฐานะเป็นจุดกำเนิดของรัฐเมน เนื่องจากการประชุมสำคัญๆ ในสมัยนักล่าอาณานิคมซึ่งนำมาสู่การแยกตัวจากรัฐแมสซาชูเซทส์ (Massachusetts) เป็นรัฐใหม่ก็ล้วนแล้วถูกจัดขึ้นที่เจมสันทาเวิร์น (Jameson Tavern) ในเมืองฟรีพอร์ตซึ่งยังคงเปิดให้บริการมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ ฟรีพอร์ตยังเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเป็นเมืองแห่งการช็อปปิ้งที่เอาท์เล็ท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นเมืองต้นกำเนิดของแอลแอลบีน (L.L.Bean) ร้านขายอุปกรณ์เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งที่มีชื่อเสียงในฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาซึ่งเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงตลอดทั้งปีโดยไม่มีวันหยุด

แอลแอลบีน ตั้งอยู่บนถนนสายหลักหรือเมนสตรีท (Main Street) ของเมืองฟรีพอร์ต เปิดให้บริการครั้งแรกในปีค.ศ. 1917 โดยมีการถอดกลอนประตูของร้านออกในปีค.ศ. 1951 เมื่อมีการตัดสินใจว่าจะเปิดร้านเพื่อให้บริการแก่ลูกค้า 24 ชั่วโมงตลอดทั้งปี

แม้ว่าร้านขายสินค้าที่ฟรีพอร์ตจะมีชื่อเสียงมาช้านาน แต่แอลแอลบีนมีชื่อเสียงในด้านการรับสั่งซื้อสินค้าทางไปรษณีย์หรือเมล์ออร์เดอร์ (Mail Order) มานานกว่าการเปิดร้านค้าเสียอีก   ในปีค.ศ. 1911 ลีออน ลีออนวู้ด บีน (Leo Leonwood Bean) ได้ประดิษฐ์คิดค้นรองเท้าบู๊ตที่เรียกว่า เมนฮั้นท์ติ้งบู๊ต (Maine Hunting Boot) หรือที่คนทั่วไปมักเรียกว่า บีนบู๊ต (Bean Boot) และต่อมาในปีค.ศ. 1912 เขาก็เริ่มทำธุรกิจรับสั่งซื้อสินค้าทางไปรษณีย์โดยการส่งแผ่นพับ 4 หน้าออกไปให้บรรดาผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้งซึ่งอยู่นอกรัฐ

จุดเด่นของสินค้าของแอลแอลบีน คือการรับประกันความพึงพอใจ 100%  ซึ่งคำมั่นสัญญาในเรื่องนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1912 และยังคงเป็นจริงอยู่ตราบจนทุกวันนี้  สินค้าที่ซื้อจากแอลแอลบีน ไม่ว่าจากหน้าร้าน เอาท์เล็ท หรือทางไปรษณีย์สามารถเปลี่ยนหรือขอคืนได้14-LLBean2

ร้านค้าหลักของแอลแอลบีนตั้งอยู่เลขที่ 95 บนถนนสายหลักหรือเมนสตรีทของฟรีพอร์ต หากนักท่องเที่ยวมาจากถนนข้ามรัฐ I-295 ฝั่งเหนือให้ใช้ทางออกที่ 20 (Exit 20) เพื่อเข้าเมืองฟรีพอร์ต จากนั้นให้ใช้ถนนหมายเลข 1 (US Route 1) ฝั่งเหนือซึ่งเมื่อถึงช่วงที่เป็นสายหลักใจกลางเมืองก็จะเห็นร้านแอลแอลบีนอย่างชัดเจน  ส่วนนักท่องเที่ยวใช้ถนนข้ามรัฐ I-295 ฝั่งใต้ให้ใช้ทางออกที่ 22 (Exit 22) แล้วต่อด้วยถนนหมายเลข 1 (US Route 1) ฝั่งใต้เพื่อเข้าสู่เมือง  โดยบริเวณใกล้ร้านมีที่จอดรถฟรีมากมาย

ในบริเวณใกล้กันนั้นก็มีร้านเอาท์เล็ตอื่นๆ อีกมากมาย ให้นักท่องเที่ยวได้จับจ่ายอย่างเพลิดเพลิน  และเมื่อช็อปปิ้งอย่างจุใจแล้วก็ควรหาโอกาสไปชิมซุปครีมข้นแคลมชาวเดอร์ (Clam Chowder) และล็อบสเตอร์ที่เอามาทำเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู ก็ทำให้เข้าถึงบรรยากาศแบบนิวอิงแลนด์ได้ดีทีเดียว

L.L.Bean

Main Street Freeport, ME 04032

Phone: 207-552-7896

Toll-Free: 800-441-5713

Website: www.llbean.com

ลาสเวกัส เมืองคนบาป (Las Vegas, Nevada, USA)

13-LasVegasลาสเวกัส (Las Vegas) อยู่ในเขตรัฐเนวาดา (Nevada) ประเทศสหรัฐอเมริกา มีฉายาว่าเมืองคนบาป (Sin City) เพราะเป็นเมืองที่เติบโตรุ่งเรืองมาจากธุรกิจการพนัน  เมืองนี้ถูกสร้างในปี ค.ศ. 1905 หลังจากที่สภาคองเกรสมีมติให้สร้างเขื่อนโบลเดอร์ (Boulder Dam ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นเขื่อนฮูเวอร์ หรือ Hoover Dam) ก็เกิดชุมชนขึ้นในบริเวณนั้น ต่อมาก็ได้มีการสร้างคาสิโนและโรงแรมเพิ่มขึ้นเนื่องจากการพนันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายในรัฐเนวาดา

ในปัจจุบันนี้ ลาสเวกัสเติบโตขึ้นและพัฒนาไปไม่เป็นเพียงเมืองการพนันอย่างในยุคเริ่มต้น แต่กลายเป็นศูนย์รวมแห่งความบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นคาสิโน โรงแรมที่หรูหรา ร้านอาหาร สวนสนุก และการแสดงชั้นยอด จึงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวได้ทั้งครอบครัว

พื้นที่สำคัญของลาสเวกัสมีสองส่วนคือ ดาวน์ทาวน์ (Downtown) และเดอะสตริป (The Strip) แต่ส่วนของเดอะสตริปจะเป็นที่นิยมมากกว่าสำหรับนักท่องเที่ยว

เดอะสตริปหรือลาสเวกัสสตริปมีชื่อเรียกเป็นทางการว่า ลาสเวกัสบูเลวาร์ดใต้ (Las Vegas Boulevard South) ตลอดระยะทางยาวประมาณ 4 ไมล์ (1 ไมล์ = 1.609344 กิโลเมตร) คราคร่ำไปด้วยโรงแรมหรูหราชั้นนำซึ่งทุกที่มักจะมีห้องหรือพื้นที่สำหรับการแสดงอลังการ  และมีจุดขายเฉพาะตัว

หากจะเที่ยวชมโรงแรมหรูหราต่างๆ บนสตริปให้ครบก็คงต้องใช้เวลามากกว่า 1 วัน ซึ่งวิธีที่สะดวกที่สุดสำหรับการเยี่ยมชมลาสเวกัสสตริปคือการเดิน เนื่องจากการจราจรเป็นปัญหาใหญ่ทีเดียวสำหรับบนลาสเวกัสสตริปทำให้นักท่องเที่ยวอาจจะต้องติดอยู่บนถนนนานมากหากใช้วิธีขับรถเพื่อชมสตริป  ช่วงเวลาที่การจราจรหนาแน่นมากบนสตริปคือ 8-9 โมงเช้า และ 4-6โมงเย็น  แต่หากจำเป็นต้องใช้รถจริงๆ การหาที่จอดรถกลับไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะทุกโรงแรมมีบริการจอดรถให้ (Valet Service) แต่คุณอาจจะต้องเตรียมทิปประมาณ US$1-2 ให้กับพนักงานขับรถทุกครั้ง

สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็กเล็กๆ ร่วมเดินทางไปด้วย ควรทำหมายเหตุไว้ในใจว่า อาจไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีนักในบางโรงแรม อย่างเช่น เบลลาจิโอ (Bellagio) หรือ วินน์ (Wynn) ซึ่งเป็นที่รู้กัน (แม้โรงแรมจะไม่ได้ประกาศนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน) ว่าไม่อนุญาตให้เด็กซึ่งไม่ได้พักในโรงแรมเดินเข้าในบริเวณโรงแรมเลย เมื่อจะจองโรงแรมที่พักจึงควรสอบถามนโยบายในเรื่องนี้ให้ชัดเจนก่อน

กิจกรรมต่างๆ ที่สามารถทำได้ในลาสเวกัสมีมากมายหลายประเภท จึงควรวางแผนให้ดีล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง  นักท่องเที่ยวที่ต้องการเก็บหลักฐานว่าได้มาถึงที่ลาสเวกัสแล้วจริงๆ สามารถไปถ่ายรูปที่ป้ายยินดีต้อนรับเข้าสู่เมืองลาสเวกัส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ตั้งอยู่ด้านใต้ของถนนรัสเซลล์ (Russell Road) ไปชมสวนสิงโตที่เอ็มจีเอ็มแกรนด์ (MGM Grand Lion Habitat) การแสดงน้ำพุที่เบลลาจิโอ (Fountains at Bellagio) การแสดงภูเขาไฟที่มิราจ (Mirage Volcano) คอนเสิร์ต และการแสดงอลังการตระการตาซึ่งล้วนแล้วแต่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก  เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยของลาสเวกัสเท่านั้น

ข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวลาสเวกัสสามารถหาอ่านได้เพิ่มเติมที่ www.travelnevada.com และ www.visitlasvegas.com